คิดอะไร รู้สึกอะไร ต้องการอะไร … ก็พูดออกมาเถอะ ก่อนที่ความเงียบจะทำร้ายกันและกัน

วันนี้เพิ่งคิดเรื่องที่ … เด็กประถมก็รู้กันหมด…ได้อยู่เรื่องนึง

คือ ตั้งแต่เด็ก ผมเป็นคนที่เวลาต้องการอะไรจะไม่ค่อยขอ เพราะว่ารู้ว่าขอไปก็จะไม่ได้ (ที่บ้านไม่ได้มีฐานะดีอะไร และผมก็มักจะอยากได้แต่ของดี ๆ ดังนั้นแน่นอนว่าไม่ได้แน่ ๆ) แต่จะพยายามดิ้นรนหามันมาด้วยตัวเอง ซึ่งก็มักจะไม่ได้อีกเช่นกัน ตอนโตขึ้นมาก็เลยกลายเป็นคนที่ดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยบางครั้งก็ไม่รู้ว่า ของบางอย่าง แค่ขอกันดี ๆ ก็มีคนให้ ไม่จำเป็นต้องไปทำโน่นนั่นนี่เพื่อให้ได้มันมา

อย่างเช่น ผมต้องการที่จะเอากีตาร์ไปเจาะช่องเพิ่ม ผมก็เลือกที่จะซื้อ router มาทำเอง ต้องศึกษาวิธีเอง เสียเงินเสียทองไปฟรี ๆ ก็มาก ทั้ง ๆ ที่ถ้าไปขอให้คนที่เป็นช่างทำให้ มันก็จะจบได้เร็วและงานออกมาดีด้วย (แน่นอนว่าอาจจะเสียเงินบ้างแต่ไม่เยอะเท่าทำเองแน่ๆ) คือ มันไม่ใช่แค่เสียเงินมากขึ้น แต่ว่างานออกมาก็ไม่ดีด้วย และเสียเวลา (กีตาร์ตัวนี้ปัจจุบันนี้ยังเล่นไม่ได้)

สิ่งที่จะบอก มันไม่ใช่แค่ความต้องการ แต่มันคือ ความรู้สึก คือผมมองว่าความต้องการมันเป็นความรู้สึกอย่างนึง ผมเพิ่งคิดได้ว่า การที่คนเรามีความสามารถในการพูด มีความสามารถในการสื่อสาร ก็มีเพื่อที่จะสื่อความคิดและความรู้สึกให้แก่กัน

คนเรา จะอยู่ด้วยกันได้ในสังคม ในครอบครัว ในประเทศ มันก็ต้องมีการสื่อความคิดและความรู้สึกของตัวเอง และยอมรับสิ่งนั้นของคนอื่นได้ ที่ผ่านมาผมเลือกที่จะเงียบ ไม่แสดงออกว่าตัวเองต้องการอะไร ตัวเองรู้สึกอย่างไร ตัวเองคิดอะไรอยู่ ให้กับที่อยู่รอบ ๆ ตัวรู้ ทุกคนมองว่าผมเป็นคนลึกลับและไม่กล้าเข้าใกล้

ผมเคยทำร้ายคนอื่นด้วยความเงียบ และก็เคยถูกความเงียบทำร้ายเหมือนกัน ทุกวันนี้ผมก็ยังคงรู้สึกเจ็บปวดกับความเงียบนี้ และคิดว่าคนที่ถูกทำร้ายก็ยังคงรู้สึกเจ็บเพราะมันเหมือนกันนะ

พอถึงความเงียบเข้าทำร้ายมากขึ้นจนถึงจุดนึง เราจะเริ่มมีคำถามว่าทำไมถึงต้องใช้ความเงียบเข้าทำร้ายกันด้วย แต่เนื่องด้วยความรู้สึกในตอนนั้น การที่เราจะสื่อความคิดในขณะนั้นออกไปก็อาจจะแสดงออกไปในทางที่ไม่ดี และสุดท้ายมันก็กลายเป็นสิ่งที่เข้าไปทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง

ดังนั้น ถึงแม้ว่าเราจะสื่อความหมายอะไรออกไป แต่ถ้าวิธีที่ใช้มันไม่เหมาะสม สุดท้ายอีกฝ่ายก็เจ็บปวดอยู่ดี

แต่ถึงกระนั้นเราะก็ต้องสื่อความคิดออกไป ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายจะไม่รู้เลยว่าเราเป็นอย่างไร การที่คนเราจะนั่งเงียบไม่พูดไม่จาแล้วจะให้อีกคนรู้ว่าเรากำลังคิดอะไร กำลังรู้สึกอย่างไร มันไม่ใช่วิธีที่ได้ผลเลย อย่างน้อย ๆ ถ้าเราโกรธแล้วต่อว่าอีกฝ่าย เขาก็ยังได้รู้ว่าเราไม่พอใจในเรื่องไหน แต่ถ้าไม่บอกอะไรเลยเอาแต่เงียบไม่พูดไม่จา หรือ ไม่พูดถึงมันเลย สุดท้าย ความไม่พอใจนั้นมันก็จะเก็บสะสมกลายเป็นปมปัญหาในจิตใจ และปัญหาที่จะเกิดขึ้นมันก็จะใหญ่โตเกินกว่าที่เราจะควบคุมมันได้ สุดท้ายก็เกิดเป็นบาดแผลในใจกันทั้งสองฝ่าย

มันก็คงมีบางคนที่คิดว่า ถ้าเป็นคนที่ใส่ใจ เขาก็ย่อมรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร แน่นอนเขาไม่รู้หรอก เขาก็แค่เดาเอา และมันขึ้นอยู่กับข้อมูลที่มี ถ้ามีข้อมูลมากพอ ก็อาจจะเดาได้ถูกต้อง แต่ถ้ามีข้อมูลน้อย ก็เดามั่วเอา ก็ผิดอีก แล้วถ้าปฎิกิริยาตอบโต้ต่อความรู้สึกนั้นมันไม่ถูกต้อง ก็ยิ่งจะสร้างเป็นปัญหา สร้างความไม่พอใจในใจเรามากขึ้นไปอีก

ดังนั้นอะไรที่ไม่พอใจก็พูดมาเถอะ

ผมเคยคิดว่า การที่เรารู้สึกไม่พอใจอะไรใครแล้วเราเก็บเงียบ เป็นการดีต่อเขาเพราะว่ามันไม่ทำให้เขาทุกข์ แต่มันกลายเป็นว่าเราจะเป็นฝ่ายทุกข์เสียเอง แล้วความทุกข์ของเราก็จะเป็นสาเหตุให้เขาทุกข์หนักเพราะเขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

ผมเคยคิดอีกว่า คนเราถ้ารู้สึกอะไร เมื่อถึงเวลาที่เขาอยากบอก เขาก็จะบอกออกมาเอง … แต่อันนี้ก็ผิดอีก … คนเรานอกจากจะบอกถึงสิ่งที่อยู่ในใจได้แล้ว เรายังสามารถถามเพื่อให้อีกฝ่ายแสดงความคิด ความรู้สึกของเขาออกมาได้ด้วย แล้วทำไมเราถึงไม่ถามล่ะ ?

การถามมันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงถึงความเอาใจใส่ในตัวอีกฝ่ายหนึ่งเหมือนกัน คือ มันช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ทำให้เขารู้สึกสะดวกใจที่จะบอกถึงความในใจ

ผมรู้สึกว่า ผมยิ่งแก่ ก็ยิ่งรู้สึกโง่มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำไมเรื่องง่าย ๆ แบบนี้ถึงเพิ่งมาคิดได้ก็ไม่รู้นะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.