ทัศนคติไม่ดี มีผลอย่างไรกับตัวเอง และกับคนรอบข้าง

ส่วนตัวผมเป็นคนที่มี “can-do attitude” แรงมาก คือ ผมเป็นคนที่น้อยมากที่จะตอบว่า “ทำไม่ได้” คือผมเป็นคนที่จะพยายามแก้ไขปัญหาที่ได้รับมาให้ได้ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน และ “ไม่ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน” ซึ่งหลาย ๆ ครั้งกับธุรกิจการใช้เวลาอย่างไม่ระวังก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความสูญเสีย ดังนั้นการตอบว่า “ทำได้” หรือ “ทำไม่ได้นั้น” นอกจากจะต้องประเมินความสามารถ ประเมินศักยภาพของตัวเองแล้ว จะต้องประเมินด้วยว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนและสมเหตุสมผลหรือเปล่า

แต่ในทางกลับกัน ทัศนคติประเภท “ทำไม่ได้” ก็เป็นเรื่องไม่ดีเหมือนกัน เพราะว่าการคิดว่าตัวเองทำไม่ได้นั้นเป็นการจำกัดความคิดและเป็นการจมอยู่ใน Comfort Zone ของตัวเอง

ในอดีตผมเป็นคนที่ทำงานเฉพาะในส่วนของ frontend ของโปรแกรมเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุผลง่าย ๆ แค่ว่าผมเป็นคนเกลียดระบบ Database ถึงแม้ว่าผมจะได้เกรด A มาในวิชา Advanced Database ก็ตาม คือให้ผมออกแบบก็พอทำได้ แต่ผมไม่ชอบเขียนโค๊ด query เลยให้ตาย แต่มาวันหนึ่งผมถูกมอบหมายให้ดูแลในส่วนของ backend ด้วย ปฎิกิริยาแรกคือผมปฎิเสธ เพราะผมไม่ชอบ ปฎิกิริยาที่สองคือผมรู้สึกว่าผมถูกเอาเปรียบ เพราะคนที่ดูแล backend อยู่กลับไม่จำเป็นจะต้องมาเรียนรู้ frontend ถ้าพวกเขาติดปัญหาที่อาจจะเกี่ยวกับ frontend เขาสามารถเดินไปถามคนอื่นได้ ในขณะที่คน frontend ต้องหาก่อนว่ามีปัญหาอะไรถ้ามีประเด็นเกี่ยวกับ backend แต่นั่นคือการติดอยู่ใน Comfort Zone หลังจากนั้นไม่นานผมก็โดนบังคับให้ออกจาก Comfort Zone ออกมาเพราะมันเป็นนโยบาย (ฮา) แต่ก็ผมว่าก็ทำได้ดีนะ ถึงแม้ว่าผมอาจจะยังต้องใช้เวลานานกว่าผู้เชี่ยวชาญด้าน backend โดยเฉพาะ 2-3 เท่า สิ่งนี้ทำให้ผมสามารถมองระบบในมุมกว้างได้มากขึ้น ในขณะที่คนที่ทำงานในส่วนของ backend เองกลับติดอยู่กับ backend เท่านั้น

เรื่องที่น่าเสียดายคือ แม้กระทั่งเราเสนอให้เขาเรียนรู้ในส่วนของ frontend ด้วยอย่างสมัครใจ เขาก็จะปฎิเสธด้วยความคิดที่ว่าเขาทำไม่ได้ด้วยเหตุผลสารพัด นั่นก็คือการติดอยู่ใน Comfort Zone ของตัวเอง

ทุกวันนี้ผมพอจะมีความรู้มากพอที่จะพัฒนาระบบประเภท Enterprise ได้แล้ว ถึงอาจจะไม่เก่งขนาดว่าเป็นสถาปนิกกับเขาได้ แต่ผมยังมองว่าตัวเองยังมีศักยภาพมากพอที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ

พูดถึงทัศนคติที่ไม่ดี ผมมีคนรู้จักอยู่คนนึงที่ผมว่ามีทัศนคติที่ไม่ดีกับงานที่ตัวเองทำ เวลาที่ผมแนะให้เขาลองศึกษาอะไรใหม่ที่เกี่ยวกับงาน เขามักจะตอบว่าเขาจะไม่เขียนโปรแกรมไปตลอดชีวิต ซึ่งมองได้ง่าย ๆ ว่าเขาไม่มีใจรักกับงานที่ทำเลย และเวลาที่เขาทำงาน ถ้าเจอกับงานที่มีระดับความยากสูงขึ้นมานิดหน่อยเขาก็จะเริ่มบ่น บ่น บ่น และก็บ่นได้ตลอดเวลา ทำงานไปสบถไป สบถอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่านี่เป็นปัญหาทางจิตใจของเขา แต่มันส่งผลกระทบให้กับคนรอบข้าง ผมเองนั่งทำงานข้าง ๆ ไอ้หมอนี่ผมก็รู้สึกรำคาญน่ะ จนระยะหลัง ๆ ผมตัดใจที่จะไม่หน้าที่หลักในระหว่างที่ไอ้หมอนี่นั่งอยู่ที่ออฟฟิศ (ผมจะค้นคว้าอะไรไปเรื่อยบ้าง เช็คอีเมล์บ้าง นั่งช่วยงานคนอื่นบ้าง) พอมันกลับบ้านนั่นล่ะผมถึงจะเริ่มงาน เพราะมันไม่ไหวจริง ๆ โชคดีว่าช่วงเวลาที่นั่งข้าง ๆ กันมันมีแค่ 3 ชม. แต่ผมก็เริ่มพยายามหาลู่ทางที่จะย้ายไปทำอย่างอื่นบ้างแล้วล่ะนะ

การที่เราต้องอยู่ใกล้กับคนที่มีทัศนคติไม่ดีแบบนี้ ก็ทำให้เรารับเอาด้านมืดของคนอื่นเข้ามาด้วย มันทำให้เราเริ่มรู้สึกไม่อยากจะทำงานไปด้วยอีกคน ซึ่งพอมีคนหนึ่งแผ่ออร่ามืดออกมาได้ตลอดเวลาแบบนี้มันก็มีผลกระทบกับคนรอบข้าง มีผลกระทบกับทั้งทีม พาลทำให้ productivity โดยรวมตก แต่ปัญหาคือการที่จะคัดเอาคนกลุ่มนี้ออกไปมันก็เป็นเรื่องยาก คิดเล่น ๆ ดูก็ได้ เขาบ่นได้ตลอดเวลาเหมือนคนที่ไม่อยากทำแล้ว แต่กลับยังคงนั่งทำงานอยู่ที่เดิมทั้ง ๆ ที่ยังมีอาชีพอีกร้อยแปดให้ทำ เหตุผลก็ง่าย ๆ … เขาติดอยู่ใน Comfort Zone ของตัวเองนั่น ทำให้ไม่กล้าที่จะออกไปผจญกับความท้าทายใหม่ ๆ

ที่จริงไอ้หมอนี่ก็ทำอาชีพเสริม ขายกล้วยทอด (deep fried) อยู่หรอกนะ ก็เหมือนกับพนักงานออฟฟิศทั่ว ๆ ไปที่หารำไพ่เสริมน่ะครับ แต่การที่ยังคงทำงานเดิมทั้ง ๆ ที่มีงานอื่นที่ทำรายได้ได้ดีอยู่ก็แสดงให้เห็นชัดขึ้นไปอีกว่าเขากลัวการออกไปทำสิ่งที่ตัวเองต้องการ พูดง่าย ๆ ก็คือกลัวลำบากนั่นแหละ

เทียบกับน้องอีกคนหนึ่งที่รู้จักกันตอนที่ทำวงที่บริษัท หมอนี่เองก็มีรายได้พิเศษจากการนำเข้า Amazon Kindle เข้ามาขายในเมืองไทย ที่เราเห็นบน B2S นั่นล่ะครับฝีมือหมอนี่แหละ พอธุรกิจเข้าเข้าที่ปุ๊บเขาลาออกจากบริษัททันที ก็คือการออกไปลุยกับธุรกิจแบบจริงจัง ไม่ใช่การทำอะไรกล้า ๆ กลัว

นี่ผมมีรุ่นพี่อีกคู่นึงที่ลาออกจากการเป็นอ.สอนที่มหาวิทยาลัย ไปเปิดธุรกิจทำเค้กขาย ไปได้ดีมากทีเดียว เห็นว่ามีคนจากในวังมาซื้ออยู่บ่อย ๆ

ส่วนตัวผมเองไม่ชอบทำธุรกิจ คือผมไม่ชอบการดูแลเงิน ก็เลยยังไม่ได้ออกมาทำธุรกิจจริง ๆ จัง ๆ แต่ก็ดูเรื่องการรับ outsource อยู่บ้างเหมือนกัน คิดว่าจะศึกษาไปอีกสักพักแล้วก็คงจะลองรับมาทำดูหาอะไรทำใหม่ ๆ

ความจริง ผมไม่สามารถไปเปลี่ยนทัศนคติของคนใครได้ สิ่งที่พอจะทำได้คือทำยังไงให้ตัวเราไม่รับอิทธิพลในด้านที่ไม่ดีของคนอื่นมาด้วยมากกว่า ซึ่งก็ยากเหมือนกัน เพราะส่วนตัวผมเป็นคนที่รับอิทธิพลได้ง่าย 555 ไม่รู้สิ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.