พุดเรื่องการใช้รถ ใช้ถนน – ลดเรื่องประหลาดใจ/ตกใจให้มากที่สุด

ออกตัวก่อน มุมมองของผมเกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนนค่อนข้างจะแตกต่างกับคนไทยในปัจจุบันค่อนข้างมาก ผมจะเป็นคนที่ค่อนข้างรักษากฎระเบียบของตัวเอง คือ ผมจะวางข้อบังคับขึ้นมาจำนวนหนึ่งซึ่งก็จะเพิ่มขึ้นมาจากกฎจราจรขึ้นมาเล็กน้อย ดังนั้นอ่านแล้วอาจจะรู้สึกขัดใจบ้าง แต่ว่าผมจะพยายามอธิบายละกันว่าทำไม

ผมขับรถมานานกว่า 6 ปีแล้ว รถที่ใช้ปัจจุบันเป็น Honda Jazz (2008 SV) อายุสองขวบครับ

ลดเรื่องประหลาดใจ/ตกใจให้มากที่สุด

 ประเด็นนี้เป็นเรื่องของความปลอดภัยล้วน ๆ  ที่จริงบนถนนจะเต็มไปด้วยเรื่องน่าแปลกใจ ทั้งมอเตอร์ไซค์ ทั้งคนเดิมข้ามถนน ทั้งป้ายสัญญาณต่าง ๆ ที่บางทีก็เปลี่ยนไปจนเรางง อุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความประหลาดใจ/ตกใจ ถ้าเราลดเรื่องนี้ไปได้โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็จะลดลงได้มาก

 การข้ามถนน

ข้อแรกที่จะพูดถึงอาจจะไม่เกี่ยวกับคนขับ แต่ก็เกี่ยวกับการใช้ถนน ก็คือ … การข้ามถนน ผมเชื่อว่าวิธีการข้ามถนนที่ถูกต้องคือ “เดินข้ามถนน” เท่าที่สังเกตคนไทยมักจะ “วิ่ง” ข้ามถนน ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะว่าการวิ่งข้ามถนนนั้นคนขับรถจะประมาณตำแหน่งของตัวคนข้ามได้ยาก และส่วนใหญ่ก็จะตกใจด้วย บางคนเลือกที่จะขับรถให้ผ่านทางข้ามให้เร็วที่สุดเพราะกลัวว่าจะมีคนข้ามถนน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวขึ้นไปอีก

เมื่อมีรถจอดให้ข้ามถนน เราควรจะเดินข้ามด้วยความระมัดระวัง เพราะบางครั้งก็มีเฉพาะรถเลนซ้ายที่จอดให้ ค่อย ๆ หาจังหวะข้ามไปอย่ากลัวว่าคนขับจะหงุดหงิด (เขาหงุดหงิดชัวร์อยู่แล้ว เพราะว่าการขับรถมันเป็นเรื่องน่าหงุดหงิด) ถ้าเราวิ่งข้ามเลยรถที่มาจากเลนถัด ๆ ไป จะมองเราไม่เห็น และพอเห็นบางทีก็สายเกินไปแล้ว กลายเป็นความคนข้ามถนนไปสร้างความเดือดร้อนให้คนขับรถโดยการเสียสละตัวเองเอาตัวเข้าไปชนรถ (ซะงั้น)

ที่แย่ที่สุดคือ ล้มกลางถนน อันตรายมาก เพราะมุมมองคนขับรถนั้นจะมองไม่เห็นคนที่ล้มอยู่กลางถนน คุณจะโดนรถชนแบบไม่มีการชะลอ และโอกาสตายจะสูงขึ้นอีกโข

ดังนั้น ค่อย ๆ ข้ามถนน ถ้ารถไม่ให้เราไปก็ปล่อยเขาไปก่อน อย่าใจร้อน ที่สำคัญข้ามตรงทางข้ามครับ

หยุดรถให้คนเดินข้ามตรงทางข้าม

สืบเนื่องจากหัวข้อข้างบน การหยุดรถให้คนข้ามถนนนั้นเป็นการลดปัญหาที่เกิดจากคนข้ามถนนวิ่งตัดหน้ารถเรา เมื่อเราเห็นว่าข้างหน้ามีทางแยกก็ควรจะชะลอรถ และถ้าเราอยู่ในเลนซ้ายสุดหรือขวาสุด ก็ดูซะหน่อยว่ามีคนกำลังจะข้ามถนนหรือไม่ ถ้ามีก็หยุดรถ “ก่อนถึงเส้น” นะครับ ให้เขาข้ามไป

สิ่งหนึ่งที่คนไทยมักจะกลัว ไม่ใช่การที่จะมีคนข้ามถนนตรงหน้าหรือไม่ แต่เป็น “กลัวว่าคันหลังจะไล่” หรือเปล่า อันที่จริงคันหลังเป็นอะไรที่เราไม่ต้องแคร์มากเลยถ้าเขาอยู่ในเลนเดียวกับเรา สิ่งที่เราควรกังวลคือข้างหน้ามากกว่า เดี๋ยวจะพูดถึงว่าทำไม

ข้อควรระวังอย่างหนึ่ง คือ บางครั้งถ้าเราเห็นคันหน้าหยุดทั้ง ๆ ที่ถนนโล่ง ๆ (คนขับบางคนมองทะลุกระจกรถคันหน้าครับ ผมก็มอง) “อย่าแซง” โดยเด็ดขาด ถ้าคันหน้าหยุดให้หยุดดูก่อนว่าคันหน้าหยุดทำไม เพราะถ้าคุณไม่ชะลอแล้วแซงเลย แล้วข้างหน้ารถคันหน้ามีคนกำลังข้ามถนน โอกาสที่คุณจะได้กระทำการฆาตกรรมคนเดินข้ามถนนมันก็สูงมากทีเดียว

อันที่จริงการที่หยุดรถทั้ง ๆ ที่ถนนโล่ง ๆ เป็นเรื่องผิดสังเกตและเราก็ควรจะหยุดตามไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม เพราะเราไม่รู้ว่าข้างหน้าเกิดอะไรขึ้น ทำไมรถคันหน้าถึงหยุดครับ

เป็นผู้นำที่ดี เป็นผู้ตามที่ดี

ตามหัวข้อเลย เวลาที่เรานำ เราก็ควรขับอย่างระมัดระวัง ขับให้คันหลังรู้ว่าเรากำลังจะทำอะไร เราต้องการอะไร ทำอะไรให้มีเหตุผล วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือขับไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องเร่งมากครับ ถ้าเร่งมากเกินไปเราก็จะต้องเหยียบเบรคบ่อยขึ้น และคันหลังก็จะงงว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมเบรคบ่อยจัง จะกลายเป็นการหาเรื่องคันหลังไป

สิ่งหนึ่งที่คนไทยชอบทำ เวลาที่จะขับรถตรงไปบนสี่แยก คือ เปิดไฟฉุกเฉิน (หรือบางคนเรียก ไฟผ่าหมาก ซึ่งแค่เรียกก็ผิดแล้ว) เป็นเรื่องที่อันตรายมากเช่นกันครับ เพราะบางครั้งคันหลังไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไร ถ้ารถคุณมีอะไรมาบังไฟเลี้ยวข้างซ้าย คันหลังจะเห็นแค่ไฟเลี้ยวข้างขวา เขาจะคิดว่าคุณเลี้ยวขวาและอาจจะแซงซ้ายเพื่อที่จะขับตรงไป (และกลับกัน) ซึ่งในความเป็นจริงคุณกำลังจะขับตรงไป ก็อาจจะไปจ๊ะเอ๋กันตรงกลางได้ นอกจากนั้นแล้วยังเป็นการหลอกรถที่อยู่ทั้งทางฝั่งตรงข้าม ทางซ้ายและทางขวาว่ากำลังจะเลี้ยวไปในฝั่งของตน ทำให้ตัดสินใจผิดได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเปิดไฟทีเดียวหลอกรถได้หมดทั้งสี่ทาง

กรณีที่ควรเปิดไฟฉุกเฉินมีอยู่แค่กรณีเดียวครับ คือ จอดอยู่บนไหล่ทาง แล้วเปิดเพื่อเตือนรถคันหลังที่ตามมาว่ารถคุณจอดหยุดนิ่งอยู่ อันที่จริงไฟฉุกเฉินเป็นไฟที่ใช้ขอความช่วยเหลือครับ เปิดไว้เพื่อแจ้งให้รถฉุกเฉินที่ตามมารู้ว่ารถคุณอยู่ที่ตรงไหนเท่านั้นเอง นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมไฟฉุกเฉินมันถึงเรียกว่า “ไฟฉุกเฉิน” และอยู่ห่างจากพวงมาลัยรถมากขนาดนั้น

อ้อ ตอนถอยรถนี่ จริง ๆ ก็ไม่จำเป็นครับเพราะว่ารถมีไฟถอยอยู่แล้ว แต่บางทีผมก็เปิดน่ะ ลืมตัว 😛

ในขณะที่ตอนที่เราเป็นผู้ตามเราก็ควรตามอย่างเรียบร้อย อย่าไปไล่บี้คันหน้า อย่าไปเปิดไฟไล่ เราต้องเคารพการตัดสินใจของคันหน้าครับ เพราะเขาจะเห็นสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าได้มากกว่าเรา ถ้าเห็นเขาชะลอแล้วเราเกิดหงุดหงุดขับแซงขึ้นไปอาจจะเจอดีได้ครับ (เห็นบ่อยแล้ว)

ไม่ได้บอกว่าเราไม่สามารถแซงคันหน้าได้เลยนะครับ แต่ก่อนจะแซงก็ดูเสียหน่อยว่าปลอดภัยหรือยัง ปรกติถ้าคันหน้าไม่ขับช้าจริง ๆ (ขับ 45กม./ชม.บนถนนโล่ง ๆ เลนขวาสุด) หรือไม่ขับกวนประสาทจริง ๆ ผมจะไม่แซงครับ ก็จะปล่อยเขาขับนำไปเรื่อย ๆ ถ้าเขาคิดว่าเขาขับช้าเกินไปส่วนใหญ่เขาจะเร่งขึ้นหรือปล่อยให้เราแซงเองครับ ดังนั้นไม่ต้องห่วง ขับไปเถอะ

ที่จริง ขับตามหลังสบายกว่าขับนำหน้าครับ

รักษากฎจราจร ปฎิบัติตามเครื่องหมายบังคับ และป้ายจราจรต่าง ๆ

เรื่องนี้ที่จริงมันฟังดูปรกติมาก แต่คนไทยเนี่ยทำอยู่ไม่ถึง 50% ของเครื่องหมายบังคับทั้งหมดหรอกครับ เอาง่าย ๆ สีดำขาวที่วาดบนฟุตบาทเนี่ยมีความหมายว่าอะไรคนเกือบครึ่งไม่รู้นะ (ผมก็จำไม่ค่อยได้ 555)

ที่เจอบ่อยที่สุดคือการเปลี่ยนเลนเข้าผ่านเส้นทึบ ก็คือ ละเมิดเส้นทึบ นั่นล่ะครับ เส้นทึบเนี่ยมันบอกว่าเราไม่ควรเปลี่ยนเลนในจุดนั้น (ยกเว้นในกรณีสุดวิสัย) เพราะว่าการเปลี่ยนเลนตรงนั้นอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ เช่น การเปลี่ยนเลนในโค้ง ที่เราไม่เห็นว่าตรงจุดที่ออกจากโค้งนั้นปลอดภัยหรือไม่ ถ้าเราใช้สมาธิกับการเปลี่ยนเลนมากเกินไปก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

ที่บ่อยพอ ๆ กันคือ สัญญาณลูกศรบนพื้น เข้าใจว่าค่อนข้างยากที่จะสังเกต แต่ถ้าเราขับรถด้วยความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด การสังเกตสัญญาณลูกศรบนพื้นที่ไม่ได้ยากเย็นอะไรครับ ตรงนี้จะช่วยลดการสร้างความประหลาดใจให้กับรถคันที่อยู่เลนข้าง ๆ เพราะเขาจะคาดหวังว่า ถ้าเลนข้าง ๆ เขามีลูกศรบังคับไปในทิศทางไหน รถคันทีอยู่ในเลนนั้นก็จะต้องไปทางนั้น ดังนั้น อย่าไปสร้างความประหลาดใจให้กับคนอื่นครับ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นรถเรานี่ล่ะที่จะเป็นอันตราย

ที่เจอกับตัวคือที่แยกสุนทรโกษาเนี่ยมันเป็นสามแยกที่เลนซ้ายสุดบังคับเลี้ยวซ้าย (ผ่านตลอดด้วย) ส่วนอีกสองเลนที่เหลือบังคับเลี้ยวขวา แต่รถคันที่อยู่เลนซ้ายสุดเกินครึ่งมักจะเลี้ยวขวา อาจจะด้วยสาเหตุที่ว่าเลนขวามันแน่นคนต่อคิวเยอะ หรือเขาคิดว่าเขาจะเลี้ยวซ้ายหลังออกจากแยกก็แล้วแต่ แต่คนที่อยู่ในเลนที่สองเขาก็คิดว่าเขาอยู่เลนนี้เพราะเขาจะเข้าเลนซ้ายสุดเพื่อจะเลี้ยวซ้ายเหมือนกัน ดังนั้นจะเกิดจังหวะจ๊ะเอ๋กันตอนที่ไฟเขียวเลี้ยวขวาขึ้นประจำ ๆ ครับ (ผมมักจะเบียดรถพวกเลนซ้ายนี่ออกไปเลย ถ้าไปตามหลังก็เลี้ยวเข้าไปโรงไม้ซะ) ดังนั้นดีที่สุดคือ ถ้าจะเลี้ยวขวา ก็อยู่เลนที่มีลูกศรเลี้ยวขวาซะ อาจะจต้องต่อคิวนานหน่อยแต่เราก็ไม่ได้ไปโกงคนอื่นใช่ไหมครับ ?

แต่ถ้าเราอยู่ผิดเลนแล้วเข้าไม่ได้ ไม่ว่าจะมีรถอยู่ในเลนข้าง ๆ เยอะมาก หรือว่าเป็นเส้นทึบ ก็ต้องบอกว่า … ขับตรงไปแล้วค่อยหาทางวกกลับมาเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ บางคนอาจจะมีเหตุผลว่า รีบ หรือต้องทำเวลา ก็อยากจะบอกแค่ว่าจุดหมายของการเดินทาง คือ ไปให้ถึงที่หมายครับ ถ้าคุณมีจุดหมายแค่ว่าต้องการทำความเร็วคุณอาจจะไปไม่ถึงจุดหมายเลยก็ได้

ผมเองก็เคยหลง อยู่ผิดเลนเหมือนกัน ตอนนั้นจำได้เลยว่าเป็นงานมีทติ้งของ Blognone (Contributor’s Party) ปี 2011 แถวห้าแยกลาดพร้าว ผมบอกเพื่อนว่าเสร็จจากตรงนี้ผมจะไปรับ ปรากฎว่าผมดันอยู่ผิดเลน แทนที่จะไปทางพหลโยธินอย่างที่ตั้งใจ ดันไปอยู่เลนที่บังคับเลี้ยวขวาเข้าวิภาวดีรังสิตครับ ใช้เวลาอีกเกือบชม.กว่าจะวกกลับมาได้ เพื่อนผมนี่งอนตลอดทางเลยครับเพราะต้องเสียเวลารอเป็นชม. (จนตอนนี้ผ่านไปปีกว่าแล้วก็ยังไม่รู้ว่าหายโกรธหรือยังเนี่ย …) ผมงี้แบบเหงื่อตกตลอดทาง ยังเสียใจไม่หายเลยเนี่ยป่านนี้แล้ว 55

แต่ถามว่าถ้าผมเลือกที่จะฝืนเบียดเข้าไปทางซ้ายเพื่อให้ตรงไปพหลโยธินได้ ผมก็จะเสี่ยงการที่จะถูกตำรวจเรียก (ไม่ต่ำกว่า 30 นาที) อาจจะเกิดอุบัติเหตุ (ไม่ต่ำกว่า 3 ชม. ครั้งล่าสุดที่ผมเจออุบัติเหตุที่วิภาวดีรังสิตนี่ผมรอเกือบ 4 ชม.กว่าเรื่องจะจบครับ) หรือแม้กระทั่งผมอาจจะโดนรถใหญ่ชนเสียชีวิตคา Airbag ไปเลยก็ได้

ผมเชื่อว่า ทำให้คนรอชม.นึง ดีกว่าทำให้เขาไม่มีโอกาสจะได้รออีกครับ

วันนี้จบแค่นี้ก่อนแล้วกัน ถ้าวันหน้าผมนึกอะไรออกอีกจะมาเขียนอีกครับ อย่าลืมนะครับ อย่าสร้างเรื่อง Surprise บนถนน เพราะมันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่คุณได้ทำมัน 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.