มาทำ research ในเวลาว่างจากการทำงานกันเถอะ

ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า คนเราควรจะขวนขวายศึกษาหาความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงาน ดังนั้นการค้นคว้าความรู้ใหม่ ๆ จึงเป็นเรื่องธรรมชาติของผมอยู่แล้ว

การทำงานในบริษัทเนี่ย พนักงานแต่ละคนยิ่งมีประสบการณ์มาก ก็จะยิ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในแนวตั้ง ก็คือ มีความรู้และความชำนาญในส่วนที่ตัวเองทำงานด้วย แต่ผมคิดว่าการเชี่ยวชาญเฉพาะในแนวตั้งนั้นไม่พอ เพราะว่ายิ่งเรามีภาระหน้าที่มากขึ้น เราก็จะต้องรับผิดชอบในขอบข่ายงานที่มากขึ้น นั่นหมายถึงเราต้องรู้ครอบคลุมไปถึงสิ่งที่เราไม่เคยไปยุ่งด้วยมาก่อน ซึ่งถ้าเรามีความรู้มาก่อนบ้างก็จะทำให้เราทำหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น

หรือถ้ามองในมุมกลับ การที่เรามีความรู้ในแนวกว้างมากขึ้น ก็ทำให้เรามีโอกาสได้ขยับขยายไปทำหน้าที่ที่มีขอบข่ายที่กว้างกว่าเดิม (สำหรับบางคนก็อาจจะเป็นการเลื่อนตำแหน่ง)

ทีนี้การที่เราจะมีความรู้ในแนวกว้างได้นั้นก็ต้องเกิดจากการศึกษาความรู้ใหม่ ๆ สำหรับสายงานไอทีนั้นความรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลา ดังนั้นเราต้องตื่นตัวและศึกษาตลอดเวลา แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไปไล่ตามมันไปเสียหมดก็คงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นเรารู้กว้างเกินไปและไม่ลึกพอจะเอาไปใช้ทำอะไรได้

ผมคิดว่าความรู้พื้นฐานในเทคโนโลยีแต่ละสายนั้นเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อเป็นสิ่งที่เอาไปใช้ต่อยอดในการเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจต่อไป การที่เราไม่มีความรู้องค์รวมเลยนั้นทำให้การต่อยอดเป็นเรื่องยาก  ผมคิดว่าพื้นฐานที่พวกเราเรียนกันในมหาวิทยาลัยนั้นเพียงพออยู่แล้ว ดังนั้นสำหรับน้อง ๆ ที่กำลังเรียนอยู่ขอให้ศึกษาพื้นฐานให้เข้าใจ อย่ามัวแต่อ่านหนังสือเพื่อเอาไปทำข้อสอบอย่างเดียว ผมเห็นคนประเภทนี้มาเยอะ บางคนเรียนจบมาไม่มีความเข้าใจในความรู้พื้นฐานอะไรเลย แล้วสุดท้ายเขาก็ไม่สามารถที่จะต่อยอดความรู้ของตัวเองได้ พอถึงจุดนึงก็จะไปต่อไม่ได้ ก็ต้องอาศัยน้ำลายตัวเองเพื่อที่จะถีบตัวขึ้นไป … แต่จริง ๆ คนกลุ่มนี้มักจะไม่มีความสนใจในวิชาชีพของตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขาเข้ามาในสายงานนี้เพียงเพราะว่าเงินดีเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องดีเลย

ทีนี้ กลับมาเข้าเรื่อง ทำไมผมถึงสนับสนุนให้ทำเป็น research อันที่จริงเราก็สามารถที่จะทำแค่ไปศึกษาในเรื่องที่สนใจ แค่ไปอ่านหนังสือหรือตำราในด้านที่ชอบก็น่าจะเพียงพอแล้ว ที่ผมสนับสนุนให้ทำเป็น research เลยเนี่ย สาเหตุหนึ่งคือการที่เราทำงานในบริษัท โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ ๆ เนี่ยการที่เราจะทำให้คนอื่นรับรู้ในความสามารถเราได้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เขามักจะเห็นเฉพาะในส่วนที่เราทำ และจะยึดติดว่านั่นคือทั้งหมดที่เราทำได้ ทั้ง ๆ ที่ความจริงเราสามารถทำได้มากกว่านั้นมาก ถ้าเราทำ research แล้วเสนอให้กับคนที่บริษัทรับรู้เนี่ย ถึงแม้ว่าตัว research เองจะไม่ได้ได้นำไปถูกใช้อะไร แต่คนในบริษัทจะรู้ว่าเราทำอะไรได้ เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเอง

โดยส่วนตัวผมจะทำ research เกี่ยวข้องกับการปรับปรุง process บางอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวนักพัฒนาโดยตรง เช่น การทำ tool เพื่อช่วยให้งานบางอย่างทำได้ง่ายขึ้น หรือการทำ local repository เพื่อช่วยลดการพึ่งพา central repository ให้น้อยลง อะไรทำนองนี้

ว่ากันง่าย ๆ คือหาวิธีที่ทำให้ตัวผมเองลำบากน้อยลงนั่นล่ะ  ที่ผมเลือกที่จะทำตรงนี้เพราะว่า ถ้าเกิดไม่ได้เอาไปใช้งานจริง ๆ ผมก็ยังเอาไปใช้งานได้ ทำให้ตัวเองทำงานได้สบายขึ้น

ถามว่าผมทำแล้วได้อะไร ? ผมเสนอ research ไปแล้วประมาณ 5-6 ครั้ง แต่มีถูกเอาไปใช้งานจริงอยู่ครั้งหรือสองครั้งเอง จะบอกว่าผมล้มเหลวในการทำ research ก็ไม่ถูก เพราะจากการทำ research ตรงนี้ทำให้หลาย ๆ คนรอบตัวผม รวมถึงระดับผู้จัดการ รู้ว่าผมทำอะไรได้บ้าง เช่น ผมมีประสบการณ์กับ subversion พอสมควร (บริษัทผมก่อนหน้านี้ไม่มีใครเป็นเลย เพราะว่าเพิ่งเอาเข้ามาใช้เมื่อปีที่แล้วเอง) ผมสามารถเขียน C# ได้ และอื่น ๆ ทำให้ผมถูกมอบหมายในงานบางอย่างที่คนอื่นไม่ได้รับ ก็เป็นโอกาสที่ดีใช่ไหมครับ ? นอกจากจะเป็นการสร้างโอกาสให้ตัวเองแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อบริษัทด้วย เพราะบริษัทไม่จำเป็นที่จะต้องไปจ้างคนนอกเข้ามาเสริมทีม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะทำได้จริงอย่างที่โม้ไว้ตอนสัมภาษณ์หรือเปล่า การใช้คนในที่คุ้นเคยกับบริษัทอยู่แล้วย่อมดีกว่า

บริษัทผมไม่ได้สนับสนุนให้ทำ research มากนัก อาจจะเพราะว่าบริษัทผมมีทีมที่ทำ R&D โดยเฉพาะอยู่แล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นสาเหตุที่เราไม่ควรทำ research ส่วนตัวผมจะทำเป็นรูปแบบที่ไม่เป็นทางการนัก ผมจะทำออกมาเป็นเอกสารชุดหนึ่งแนบกับเนื้อหาที่ใช้ประกอบ (อาจจะเป็นซอร์สโค๊ดตัวอย่าง หรือโปรเจคตัวอย่าง) แล้วส่งเป็นอีเมล์ไปหาเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า กับผู้จัดการที่ดูแลผมโดยตรง เท่านั้นเอง ไม่มีการพรีเซนท์อะไรจริงจัง

research ที่ผมจะทำเป็นชิ้นต่อไปคือการใช้ภาษาระดับสูงเพื่อทดแทน Java ที่ใช้ผลิตภัณฑ์บางตัวของบริษัท แน่นอนว่า research ชิ้นนี้จะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง แต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่ให้ดีขึ้น และ/หรือทำให้นักพัฒนาในบริษัทใช้เวลาน้อยลงแต่ยังได้งานเท่าเดิม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.