12/12/12 กับวันที่ทำงานครบรอบ 7 ปี

วันนี้ตอน 10 โมง ณ.เวลาประเทศไทย เป็นเวลาที่พิเศษสำหรับผมอย่างหนึ่ง ก็คือ เป็นวันครบรอบการทำงานครบ 7 ปี คือรวมตั้งแต่ทำงานที่ที่แรกเลย จนถึงตอนนี้

บ.แรกที่ผมทำงานด้วย ชื่อว่า Sanuk Software เป็นบริษัทเกม สมัยที่ผมทำงานอยู่ตอนนั้นเป็นช่วงรอยต่อ ระหว่างยุคที่บริษัททำเกม J2ME กับยุคที่บ.เริ่มจะทำเกม Console ละ โปรเจคแรกของผมเป็นการทำ Tool ให้บริษัทเกม publisher รายใหญ่จากฝรั่งเศส (ใบ้แค่นี้รู้แล้วนะ มีอยู่บ.เดียว) หลังจากนั้นก็มีโปรเจค J2ME บ้าง เป็นการพอร์ตเกมลง Series 40 กับพวก Feature Phone ซึ่งเป็นอะไรที่ลำบากเพราะว่ามีข้อจำกัดเยอะมาก พอจากนั้นก็มีอะไรล่ะ .. มีโปรเจคทำเกมลง XBLA ที่พับไป มีโปรเจค PSP ที่คนที่เค้าทำเค้าหนีไป 555 แล้วก็ โปรเจคสุดท้ายก่อนผมจะลาออกมาก็คือเกมบน NDS ชื่อว่า Barnyard Blast  ซึ่งก็มีส่วนอยู่นิดนึงในช่วงที่เขาทำเดโมไปออกงานเกมโชว์ (จำไม่ได้ว่างานไหน) เป็นโค้ดเล่นเสียงกับ AI บอสตัวนึง คิดว่าตัวเกมเขาคงเอาออกไปแล้วมั้ง

ผมอยู่ที่ Sanuk Software อยู่แค่หนึ่งปีกับอีกสามเดือน แต่ประสพการณ์จากที่นี่เป็นอะไรที่ล้ำค่ามาก เมื่อเทียบกับการทำงานที่อื่นแล้ว ที่นี่เป็นที่ผมรู้สึกว่าผมได้ใช้ความสามารถเต็มที่จริงๆ (งานปัจจุบันผมใช้ความสามารถแค่ราวๆ 30%) เพราะว่ามีส่วนร่วมกับงานเยอะมาก ทั้งออกแบบตั้งแต่โครงร่างของระบบ ยันดีบั๊กขั้นสุดท้าย เป็นงานที่ทำแล้วสนุกมาก

นอกจากนี้รายได้ยังดีกว่าที่อื่น ผลตอบแทนดีกว่าด้วย 555 (เงินเดือนขึ้น 15% ต่อปี เทียบกับ 3% ตอนนี้แล้วคนละเรื่อง) มีได้ไปศึกษาดูงานต่างประเทศ ได้ไปอบรมสัมณา คือผมย้ายงานมานี่ไม่เคยมีอะไรแบบนี้น่ะ ขนาดส่งมาทำงานต่างประเทศยังมีสัญญาผูกคอไว้ว่าห้ามลาออกด้วยนะเอ้อ (ถ้าลาออกจะปรับเอาเงินส่วนนี้คืน มูลค่าเกือบล้านบาท แต่เห็นเค้าว่ามันปรกตินะ)

แต่มันแลกกับความไม่สะดวกสบายหลายอย่างเหมือนกัน รวมทั้งแรงกดดันก็เยอะ เพราะว่าเราเป็นพนักงาน 1 ใน 12 คนที่ทำแทบทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้กระทั่งออกไปซื้อคอมมาใช้ 555

พอถึงจุดนึงผมก็รู้สึกว่าอยากลองทำอะไรอย่างอื่นบ้าง ก็เลยลาออก คือบอกตรง ๆ เลยว่าตอนแรกสมัคร Reuters Software ไว้แต่เขาไม่เอา 555 (ดีแล้วล่ะ ผมไม่ชอบ manager คนที่สัมภาษณ์ผมเท่าไหร่ ไปทำงานกับเขาก็คงบ้าตาย แถมเป็นทีมที่อัตราการ turn overate สูงสุด ๆ 555 คนคงทนอยู่ได้ไม่นาน)  ก็เลยไปอยู่กับบริษัท outsource แห่งหนึ่ง ทำงานให้กับ Thai Smart Card ก็ฟังดูดี แต่ว่าสภาพแวดล้อมมันแย่มาก ผมนั่งทำงานอยู่ในห้องประชุมกับคนอีก 12-15 คนตลอดวัน ทุกคนนั่งไหล่ชนกันแทบจะตลอดเวลา แถมช่วงที่ผมอยู่ฝ่ายบริหารก็มีปัญหาขัดแย้งกันภายใน คือเป็นอะไรที่น่าเบื่อนะ ผมก็ไปทำงานอยู่ด้วยสามเดือน ก็ลาออก …

บริษัทที่สามในรอบปีครึ่ง ฟังดูเหมือนเยอะนะ 55 ก็คือบ.ที่ชื่อว่า DST International มาอยู่ที่นี่แรก ๆ ก็สนุกดี คือเมื่อเทียบกับที่แรก ผมมักจะอยู่กับโค๊ดที่ตัวเองเขียน อยู่กับ Architecture ที่ออกแบบเอง พอได้ศึกษางานคนอื่นบ้างกับระบบที่มีโค๊ดเป็นหลักหลายล้านบรรทัด มันก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ มากมายอยู่่ หลังจากนั้น เครือบริษัท DST ก็มีการเปลี่ยนแปลง บ.ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น DST Global Solutions และก็เปลี่ยนอีกรอบหลังจากนั้นไม่นาน มาเป็น DST Worldwide Services ส่วนทีมเองในช่วงนั้นก็มีการเปลี่ยนก็คือมีการแยกกันระหว่างทีม Development กับ Support

ความซวยของผมที่เริ่มต้นมาจากสาย Develop มาตั้งแต่แรก ก็คือ ผมโดนโบ้ยมาอยู่ Support ซึ่งเป็นอะไรที่ผมไม่ชอบเลย (จนถึงตอนนี้ผมก็ไม่เคยชอบงาน Support คือ ผมชอบที่จะซัพพอร์ทคนอื่นนะ แต่ผมไม่ชอบมานั่งแก้ไขความผิดพลาดของคนอื่น ผมมีคติส่วนตัวก็คือ ถ้าเราเข้าห้องน้ำ ใช้ห้องน้ำเสร็จ เราก็ต้องกดน้ำ ซึ่งงาน Support มันคือการเดินไปกดน้ำในห้องน้ำเวลาที่มีคนลืมกดนั่นแหละ)

ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างก็คือ ทีมผม กับทีมข้าง ๆ ถูกแยกออกมาจาก DST แล้วตั้งเป็นบริษัทใหม่ในเครือ เนื่องจากสองทีมนี้ support ลูกค้าเจ้าเดียวกัน (แต่คนละสาขา) บ.ใหม่นี้กลายเป็นบ.ในเครือของลูกค้า (ซึ่งอยู่ในเครือ DST อีกที) ชื่อว่า IFDS จากคนที่อยู่บ.ที่มีพนักงานเป็นพัน กลายมาเป็นหนึ่งในสองร้อยคน แรกๆ ก็รู้สึกดีอยู่นะ เพราะว่าเป็นพนักงานชุดแรก เหมือนเป็นพนักงานก่อตั้ง แต่พอผ่านไปสักพักก็รู้ว่าการเป็นพนักงานยุคก่อตั้งไม่ได้มีอะไรแตกต่าง เพราะสุดท้ายแล้วบ.ก็ให้ความสำคัญกับพนักงานใหม่มากกว่าคนเก่า ๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องปรกติ คือผมก็ไม่รู้นะ แต่แบบบ.ใหญ่มักจะทำเหมือนคนช่างฝัน มักจะฝากความหวังกับคนใหม่ ๆ พอมีตำแหน่งเปิดปุ๊บก็มักจะหาคนจากภายนอกเข้ามาแทนโดยไม่ค่อยให้โอกาสกับคนเก่า ๆ สักเท่าไหร่ ขนาดเพื่อนผมที่จบมาพร้อมกัน ตำแหน่งก็น่าจะพอ ๆ กัน แต่อยู่คนละบริษัท เผลออีกทีย้ายเข้ามาเป็นระดับหัวหน้าละ ผมยังเป็น mid-level อยู่เลย … ตกใจอยู่เหมือนกัน บางทีผมรู้สึกว่าบ.ไม่พยายามดันคนเก่า ๆ ขึ้นมาแทนคนที่ลาออกไป แต่มักจะหาคนใหม่ ๆ เข้ามา มันก็น่าน้อยใจนิด ๆ นะ (แต่ตำแหน่งที่เขามาอยู่ (QA Lead) ผมก็ไปทำไม่ได้นะ)

จริง ๆ ผมเคยลาออกไปแล้วรอบนึง ตอนนั้นได้งานใหม่ ในตำแหน่ง senior ของบ.นึง แต่ว่า พี่หัวหน้าผมเค้าขอ ผมก็เลยยกเลิกการลาออกไป จนถึงตอนนี้ผมยังคิดนะว่าผมตัดสินใจผิดหรือเปล่านะ ? ผมเลือกที่จะอยู่ต่อ อยู่ทำงานที่ผมไม่ชอบ ต้องคอยมาเดินเช็คห้องน้ำทีละห้องว่ามีใครเข้าห้องน้ำแล้วลืมกดชักโครกหรือเปล่าทุกวัน (อันนี้เปรียบเปรย … แต่หลัง ๆ ผมก็ทำจริง ๆ นะ คนที่บ้านผมเขารู้ว่าผมเป็นคนที่หลงไหลห้องน้ำพอสมควร ไปไหนก็ต้องสำรวจห้องน้ำของที่นั่น 555) บางคนท้องเสียรุนแรง อุจจาระเรี่ยราดเละเทะไปหมดเราก็ต้องคอยเช็ดคอยทำความสะอาดให้มันกลับมาอยู่ในสภาพเดิม คืองาน support มันเป็นงานสกปรกแบบนี้แหละ ผมไม่ค่อยชอบนะ แต่มันก็เป็นงานที่น่าภาคภูมิใจอยู่ประมาณนึงนะ คือถ้าห้องน้ำสะอาดมันก็เป็นหน้าเป็นตาของบ้านใช่มั้ยล่ะ 🙂

แผนผมสำหรับปีหน้า ก็คือ ผมจะหาลู่ทางที่จะทำให้ตัวเองเปลี่ยนไปทำอะไรที่แปลกใหม่บ้าง และเป็นอะไรที่ผมสนใจ คือ คิดอยู่ว่าผมทำทุกอย่างเหมือนเดิม ๆ มาสามปีกว่า (ตื่นเช้ามา เข้าห้องน้ำ เช็คทีละห้องดูว่าเขาฉี่แล้วกดน้ำหรือเปล่า) อยู่กับตึกเดิมมานานถึง 5 ปีครึ่ง … บางทีก็เริ่มคิดว่าเราเองก็อยากทำอะไรที่ได้ใช้ความสามารถได้เต็มที่บ้าง แต่คงลาออกไม่ได้เนี่ยสิ มีหนี้สินอยู่ล้านนึงแล้ว (ต้องชดใช้โดยการทำงานเดิมอยู่อีกปี) ไม่เคยรู้ว่า การที่บริษัทเดือดร้อนต้องการคนไปทำงานต่างประเทศ จะต้องแลกมาด้วยหนี้สินแบบนี้ แต่ก็นะผมก็มาแล้ว เซ็นสัญญาแล้ว ก็คงช่วยไม่ได้แฮะ

งานที่ผมทำอยู่ตอนนี้ ผมอยู่ด้วยเพราะเพื่อนร่วมงาน ผมรู้สึกเสียดายที่จะเสียเพื่อนร่วมงานไป มันก็อาจจะเป็นความคิดที่ผิดก็ได้น่ะนะ พวกเขาเองก็ค่อย ๆ จากไปทีละคน ๆ บางทีใกล้ ๆ นี้มันอาจจะถึงคราวของผมบ้าง ก็ไม่รู้เหมือนกัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.