ปัญหาแรงงาน “โปรแกรมเมอร์เก่ง ๆ” ขาดแคลนในบ้านเรา

โปรแกรมเมอร์เป็นอาชีพในฝันของผมตั้งแต่อายุ 15-16 ตั้งแต่รู้ว่าคนที่ทำเกมกันเขาเป็นโปรแกรมเมอร์ ดังนั้นผมก็คิดอยากจะเรียนสายนี้มาตั้งแต่ตอนนั้น ก็เพราะว่าอยากเขียนเกม และถึงอาจจะไม่ได้เขียนเกมจริงๆ จังๆ แต่ท้ายสุดผมก็สามารถเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ผม (คิดเอาเองว่า) ไม่ด้อยไปกว่าใครที่ไหน

นี่คือแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมก้าวขึ้นมาอยู่ในจุดที่ผมเป็นอยู่

แต่สำหรับโปรแกรมเมอร์หลายคนในตลาด มันอาจจะไม่ใช่ ส่วนใหญ่ที่ผมพบว่าเข้ามาทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์นั้นก็เพราะเขาพบว่ามันเป็นอาชีพที่ทำงานสบาย รายได้ดี หลายคนมาทำงานด้านนี้เพียงเพราะว่าช่วงที่เขากำลังตัดสินใจจะเลือกสาขาวิชาที่เรียนต่อนั้น สายคอมพิวเตอร์มันดันเป็นที่นิยม พอเรียนจบมาทั้ง ๆ ที่รู้ตัวว่าไม่ชอบก็ทู่ซี้ทำงานนี้ไป เพียงเพราะว่าไม่สามารถออกไปจากพื้นที่แสนสบาย (comfort zone) ของตัวเองไปได้ก็เท่านั้น

คือสรุปง่าย ๆ ว่าจริง ๆ ก็ไม่ได้อยากทำหรอก ไม่ได้รู้สึกว่ามันสนุก ไม่ได้รู้สึกว่าทำแล้วมันมีคุณค่า รู้แค่ว่าถ้าไม่ทำก็อดตาย ถ้าไม่ทำแล้วจะไปทำอะไรกิน …

มันเป็นความคิดแง่ลบที่มันส่งผลต่อตัวเขาเอง เนื่องจากตัวไม่มีความหลงไหลในศาสตร์และศิลป์ในการเขียนโปรแกรม เขาแค่ทำงานไปวัน ๆ พอหมดวันก็สนุกไปตามเรื่อง เมื่อเป็นเช่นนั้นพอผ่านไปสัก 3-5 ปี เขาจะเริ่มพบว่าตัวเองหยุดอยู่กับที่ ไม่มีการพัฒนา ซึ่งเราก็ต่างรู้กันว่าในสายเทคโนโลยีนั้นการพัฒนามันไม่หยุดยั้ง แค่หยุดไปแป๊บเดียวคุณจะเริ่มรูัสึกว่า หนทางข้างหน้าคุณหายไปแล้ว

ที่แย่กว่านั้นคือ พอไม่มีการศึกษาทบทวนทักษะที่ตัวเองเคยมี พอเวลาผ่านไป เขาก็จะลืมสิ่งที่เคยเรียนรู้มา ก็กลายเป็นว่า แม้แต่เส้นทางที่อยู่ด้านหลังมันก็หายไปด้วยเช่นกัน

สิ่งที่เหลืออยู่ ก็คือ สิ่งที่มีในปัจจุบัน แค่นั้น

โปรแกรมเมอร์ที่เก่ง นอกจากจะมีความคิดเป็นลอจิคที่ดีเป็นพื้นฐานแล้ว (ซึ่งผมกล้าพูดได้ว่ามีในมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่แค่โปรแกรมเมอร์) จะต้องเป็นคนขวนขวาย ศึกษาความรู้ใหม่ ๆ ทบทวนความรู้เก่า ๆ อยู่ตลอดเวลา และต้องสามารถบูรณาการความคิดให้เป็นรูปธรรมได้ ซึ่งคนที่จะทำแบบนั้นได้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือพื้นฐานครับ ถ้าคุณไม่มีพื้นฐาน ไม่รู้แม้กระทั่งแนวคิดของ Von Neumann Machine (ซึ่งเป็นหนึ่งในความคิดพื้นฐานที่สุดของศาสตร์แขนงนี้) ล่ะก็ การเรียนรู้ต่อยอดขึ้นไปนั้นเห็นจะเป็นเรื่องยากลำบาก

ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครคิดจะสร้างปิรามิดกลับหัว แล้วคาดหวังว่ามันจะสามารถอยู่ได้โดยไม่มีการยึดอยู่กับพื้น ที่ปิรามิดนั้นต้องมีฐานกว้างเพื่อที่จะรองรับสิ่งที่อยู่ด้านบน โปรแกรมเมอร์ก็เช่นกัน คุณต้องมีความรู้พื้นฐานที่แน่นหนาก่อนที่จะต่อยอดไปด้านบนได้

ปัญหาคือคนมักจะละเลยความคิดพื้นฐาน คิดแต่ว่าจะสร้างโน่นนั่นนี่โดยไม่รู้ว่ามันประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ไม่รู้ว่ามันควรจะสร้างอย่างไร และไม่รู้ว่าวิธีที่ใช้นั้นถูกต้องหรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่นหลาย ๆ คนสร้างระบบที่ต้องมีการล็อกอิน ต้องมี user id และ password สำหรับคนที่ไม่มีความรู้จะคิดแค่ว่า ก็เก็บเอาไว้ใน database เอาค่ามาเทียบกัน เมื่อค่าตรงกันก็ยอมให้เข้าระบบได้ โดยที่ไม่รู้ว่ากระบวนการพวกนี้นั้นเขาเรียกว่าอะไร และมีอะไรขาดไป

ที่แย่ที่สุดคือการเก็บ password เอาไว้ใน database เป็นความคิดที่ผิดมหันต์ ระบบที่มีความปลอดภัยจะไม่เก็บ password เอาไว้ไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม password ควรจะเป็นสิ่งที่มีเพียงเจ้าของเท่านั้นที่รู้ คนอื่น ๆ แม้กระทั่งระบบยืนยันบุคคล (authentication) ก็ไม่มีสิทธิที่จะรู้ว่า password ที่ถูกต้องคืออะไร ตามหลักการแล้วระบบควรจะเก็บ password ที่เข้ารหัสที่ไม่สามารถย้อนกลับได้เอาไว้ (เรียกว่า hash code) เมื่อผู้ใช้ป้อน password ไปเข้ารหัสเดียวกัน แล้วนำเข้าที่ได้ไปเปรียบเทียบ

มันเหมือนกับว่า ผู้ใช้มีกุญแจแค่ชุดเดียว เอาไว้ไขแม่กุญแจ ไม่ใช่เอากุญแจไปซ่อนเอาไว้อีกที่หนึ่ง ซึ่งถ้ากุญแจถูกขโมยออกมา ความปลอดภัยก็จะถูกทำลายลง อย่างในกรณีนี้ถ้าเกิดว่า database server ถูกเจาะเข้าไปได้ ผู้โจมตีจะได้ password ทั้งหมดในระบบไป และนั่นไม่สนุกแน่ ๆ แต่ถ้า password นั้นถูกเข้ารหัสเอาไว้ด้วยรหัสที่ถอดไม่ได้นั้น เขาก็จะได้ไปแค่ข้อมูลขยะที่ไม่มีค่าอะไรเท่านั้น

(ที่จริงเทคนิคข้างบนก็ไม่พอแล้วนะ ผู้เชี่ยวชาญว่าไว้)

นี่คือพื้นฐานด้านความปลอดภัยของระบบ ซึ่งนักพัฒนาระบบหลายคนไม่รู้ (เว็บไทยจำนวนมากเป็นแบบนี้ ส่วนถ้าท่านใดสนใจเรื่องรายละเอียด บล็อกของคุณ @fordantitrust เขียนเอาไว้อย่างชัดเจน ลองอ่านดูนะครับ

นอกเรื่องไปไกล … ผมสรุปว่าที่บ้านเราขาดคนเก่ง ๆ เป็นเพราะว่า คนจำนวนมากนั้นมาทำงานด้านนี้ก็ไม่ได้สนใจจริงหรอก แล้วพอมาทำก็ไม่ค่อยคิดจะพัฒนาตัวเองสักเท่าไหร่ นั่นแหละเนื้อหาหลักของข้างบน … ที่เหลือน้ำล้วน ๆ ครับ

แต่นั่นอธิบายแค่ครึ่งเดียว ครึ่งที่ว่า ทำไมคนไม่เก่งมันถึงเยอะจัง แต่คนเก่ง ๆ หายไปไหนหมด ?? คืองี้ครับ งานด้านซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะพวกโปรแกรมเมอร์ มันเป็นงานนักประดิษฐ์ ถ้าคุณสังเกตดี ๆ จะพบว่าบ้านเราขาดแคลนนักประดิษฐ์กันแทบทุกสายอาชีพ

แล้วนักประดิษฐ์มันหายไปไหนหมด มันเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างคือ บ้านเราแทบไม่สนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงาน ตั้งแต่อายุยังน้อย คนที่คิดอะไรแปลกแยกจะกลายเป็นคนผิด คนที่ทำอะไรประหลาดจะถูกดูถูก คนที่ไม่เหมือนชาวบ้านจะถูกหัวเราะยอะ หาว่าเป็นตัวประหลาด (ผมถูกเรียกว่า “พระเจ้า” อยู่พักใหญ่ น่าเศร้าไหมครับ ใครจะอยากหน้าเหมือนมนุษย์ดาวนาแม็กกัน) ความคิดสร้างสรรค์นั้นจะเกิดกับคนที่คิดอะไรแตกต่างกับคนอื่น ประกอบกับการกล้าทดลอง อยู่ว่างไม่ได้ต้องทำอะไรแปลก ๆ และต้องขวนขวายด้วย

แนวความคิดอีกอย่างที่ให้คนไม่กล้าทดลองคือการ “กลัวอันตราย” งานทดลองแทบทุกอย่างมีอันตรายของมัน มากน้อยแตกต่างกันไป ที่จริงความกล้าทดลองนี่มันเกิดจากการเล่นนะ คือถ้าเด็กได้เล่นอะไรที่เสริมแนวความคิดตั้งแต่เด็ก ๆ เขาจะโตขึ้นเป็นเด็กที่กล้าทดลอง (ส่วนตัวผมตอนประถมผมเล่นพวกวงจรอิเล็กทรอนิคส์บ้างนิดหน่อยครับ 555 ไอ้ที่เรียนอิเล็กทรอนิคส์ตอนม.3 นี่เป็นเรื่องหมู ๆ ครับ บางทีผมโดดเรียนไปเดินบ้านหม้อเล่นบ้างเหมือนกัน สนุกดี) แต่ถ้าได้เล่นแต่แบบ … วาดรูป เขียนหนังสือ หรือทำอะไรที่มีแบบแผนมาก ๆ ตลอดเวลา เขาจะกลายเป็นพวกยึดติดแบบแผน และไม่กล้าทดลอง

อ้อ อีกอย่าง ผมพบว่าผู้ใหญ่มักจะให้เด็กเล่นแต่ของเล่นเด็ก ผมว่าถ้าอายุสัก 12-13 นี่น่าจะทำงานแบบผู้ใหญ่ได้บ้างแล้ว น่าจะเริ่มตอกตะปู เรียนงานช่างในบ้านแบบพื้น ๆ ที่ไม่ต้องใช้กำลังมากได้แล้วนะ มันเป็นการเสริมสร้างทักษะด้านความคิด และก็เป็นการลดกรอบความคิดของเด็กลงได้ด้วยครับ

และพอความกล้าทดลองในวัยเด็กมีน้อย พอโตขึ้นก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่กลัวทำอะไรแล้วพังไปซะหมด จับนิดจับหน่อยกลัวมันเสีย ที่จริงผมคิดว่าคนที่เรียนสายคอมควรซ่อมพีซีตั้งโต๊ะได้นะ (ถ้ามีลอจิคดี ซ่อมอะไรก็ไม่ยากหรอกครับ โดยเฉพาะพีซีตั้งโต๊ะที่วิธีซ่อมคือเปลี่ยนอะหลั่ย) แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่กล้ากัน กลัวมันพัง ก็มันพังไปแล้วยังจะกลัวอะไรอีก ??

สรุปว่าที่เราขาดคนเก่ง ๆ เพราะว่าเราไม่ได้ปลูกฝังความคิดนักประดิษฐ์ให้กับเด็ก เราคิดแค่ว่าอยากให้เด็กเชื่อฟัง จึงสอนเขาด้วยแบบแผนบางและกรอบบางอย่าง การสอนเช่นนี้ทำให้เขาขาดความคิดที่แตกต่าง ขาดแรงบันดาลใจให้เขาประดิษฐ์อะไรใหม่ ๆ ซึ่งเป็นหัวใจของนักประดิษฐ์ และเมื่อนักประดิษฐ์มีจำนวนน้อย โปรแกรมเมอร์ที่เป็นแขนงหนึ่งของนักประดิษฐ์ก็น้อยตามไปด้วย

ทั้งนี้สุดท้าย ได้ยินว่าเขากำลังจะวางการสอบวัดมาตรฐานด้านสายงานไอทีกัน การสอบมาตรฐานนี้มันก็ดีตรงที่ทำให้เราเห็นภาพของปัญหาความขาดแคลนได้ชัดเจนมากขึ้น แต่ผมคิดว่ามันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรนะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.