แนะวิธีแกะคอร์ดเพลงง่าย ๆ

ไม่ได้เขียนอะไรมานานพอดู เพราะไม่รู้จะเขียนอะไร วันนี้ว่าง ๆ ก็อยากเขียนสักเรื่อง เอาเรื่องที่มีสาระนิดนึง

ผมว่าหลาย ๆ คนคงเคยรู้สึกแบบ อยากเล่นเพลงนั้นเพลงนี้ แต่ว่าไม่มีโน๊ต ก็เลยอยากแกะแต่รู้สึกว่าจะแกะเพลงแต่ละทีมันลำบากเหลือเกิน วันนี้ก็เลยจะมาแนะนำวิธีแกะเพลงที่ผมใช้อยู่ ก็ลองดูเลยละกัน

วิธีที่หนึ่ง แกะด้วยหู

วิธีการแกะคอร์ดเพลงนั้นเริ่มจากหาตัว I หรือตัว Root ของแต่ละคอร์ดให้เจอก่อน สำหรับคนที่ชำนาญมาก ๆ แค่ฟังแว่บเดียวก็รู้แล้วคอร์ดนั้น Root คือตัวไหน แต่สำหรับคนที่ไม่เคย ลองทำตามวิธีนี้นะครับ  เริ่มจากฟังเสียงเบส หรือเสียงที่ต่ำที่สุดของคอร์ด แล้วมานั่งไล่หาโน๊ตบนเครื่องดนตรีดูว่าเป็นโน๊ตตัวไหน วิธีนี้มีความแม่นยำประมาณ 60-70% เพราะมีบางครั้งที่ตัวต่ำสุดไม่ใช่ตัว Root (และบางครั้งก็ไม่ได้เป็นโน๊ตในคอร์ดนั้นเลยด้วย เช่นพวกคอร์ด Dm7/G ที่ผมชอบ :P) แต่เอาเป็นว่าเราได้มาตัวนึงละ

ขั้นต่อไป เนื่องจากคอร์ดมีอยู่สองประเภทหลัก ๆ คือคอร์ด Major และคอร์ด Minor เราก็ลองเล่น Major หรือ Minor ไปเลย ดูว่าอันไหนมันใกล้เคียงกว่า ก็เอาอันนั้นแหละ แต่ถ้าทั้งสองคอร์ดนี้ยังไม่เข้า หรือเข้าทั้งคู่ ก็เป็นไปได้ว่ามันอาจจะไม่ใช่ทั้งคู่ก็ได้ ก็ลองเล่นคอร์ด Suspended II หรือ Suspended IV ไปแทน คอร์ดสองตัวนี้เป็นคอร์ดที่ละตัว III โดยการปรับขึ้นหรือปรับลงโน๊ตตัวนี้ให้เป็นตัว II หรือ IV แทน

ขั้นที่สาม ขั้นนี้อาจจะข้ามก็ได้ คือการหาตัว V ปรกติแล้วตัวนี้จะค่อนข้างตายตัว เป็นโน๊ต V ปรกติ แต่บางทีก็อาจจะลดลงมาครึ่งเสียง เป็น diminished V หรือเพิ่มขึ้นครึ่งเสียง เป็น augmented V ในเพลงป๊อบปรกติเราจะเจอ diminished น้อยมาก (คือประมาณ 1:6) และแทบไม่เจอ augmented V เลย แต่ก็อย่าชะล่าใจเพราะว่าคนแต่งอาจจะเอาทางคอร์ดมาจากเพลง Jazz ซึ่งมีการใช้คอร์ดแบบนี้มากอยู่ ก็ลองเริ่มจากดูว่าคอร์ดจากขั้นที่ 2 เนี่ยมันเป็นเมเจอร์หรือไมเนอร์ ถ้าเป็นเมเจอร์ ก็ลอง augmented หรือถ้าเป็นไมเนอร์ ก็ลอง diminished

ขั้นที่สี่ เป็นการหาโน๊ตตัวที่ 4 โน๊ตตัวนี้ค่อนข้างยากเพราะว่ามันเป็นได้หลายตัวมาก ไม่ว่าจะเป็น 6, 7, 9, 11, 13 (9 คือ โน๊ตตัว II แต่อยู่สูงกว่า VII, 11 คือ IV และ 13 คือ VI) สำหรับคนที่เพิ่งหัดแกะถ้าไม่เอาเหมือนมากจะข้ามไปเลยก็ได้เหมือนกัน แต่ถ้าอยากเอาเหมือนในขั้นนี้ก็ต้องพึ่งหูอย่างเดียวล่ะครับ สำหรับเพลงป๊อบมักจะใช้กันแค่สามตัวคือ minor 7, major 7 และ dominant 7 ตัว minor 7 กับ dominant 7 ก็คือตัว VII ที่ลดลงมาครึ่งเสียงครับ แต่ความต่างมันคือ minor 7 ใช้กับคอร์ด minor ส่วน dominant 7 ใช้กับคอร์ด major ส่วน major 7 ใช้ได้กับทั้งคอร์ด major และ minor (แต่ตัวหลังจะเจอน้อยกว่ามาก) ก็ลองดูว่าคอร์ดที่ดูอยู่นั้นเป็นไมเนอร์หรือเมเจอร์ละกันครับ

หมดสี่ขั้นแล้ว ถ้าเป็นเพลงป๊อบปรกติถึงตรงนี้เราน่าจะได้คอร์ดมาเกือบครบแล้วครับ ที่บอกว่าไม่ครบเพราะว่าในขั้นแรกเราดูตัว root จากโน๊ตเบส ซึ่งผมบอกไปแล้วว่ามันอาจจะไม่ตรง อันนี้ก็คงต้องลองดำน้ำหาดูว่ามันเป็นคอร์ดอะไร แต่ถ้าจะดำน้ำโดยที่ไม่มีทิศทางเลยก็คงจะลำบากไปนิดมั้ง ??

วิธีที่สอง แกะด้วยทฤษฎี

วิธีต่อไปจะเป็นการประยุกต์ใช้ทฤษฎีขั้นพื้นฐานมาช่วยนะครับ ซึ่งก็ใช้ได้ประมาณนึงเหมือนกัน เพลง บางประเภทเช่น Jazz อาจจะมีการเปลี่ยนคีย์ไปมาภายในเพลง (ผมเคยเจอเพลงนึง 20 ห้อง 5 คีย์มาแล้ว อันนี้ไม่โกหกนะ)

ผมเลือกเพลงครูมาสักเพลงนึงก่อนละกัน เพลงนี้เก่ามาก เป็นเพลงของพี่เบิร์ด ชื่อว่า เงาที่หายไป … เหตุผลที่เลือกคือผมว่ามันเป็นเพลงเก่าคนสมัยนี้ไม่น่าจะคุ้นกัน และก็ไม่น่าจะได้แกะกันด้วย จะได้ไม่ใช่ความรู้เก่า ๆ ในการแกะล่ะครับ อ้อ ผมชอบเวอร์ชั่นของคุณแอน ธิติมา มาก ๆ เลย อิอิ ลองไปหามาฟังนะครับ
(mv ตัวนี้น่ารักดี)

ก็เริ่มจากหาโน๊ตเบสของแต่ละคอร์ดมาจับวางรวม ๆ กัน เอามาแค่ทีละท่อนนะครับ อย่างอันนี้ผมเอามาแค่ท่อนแรกท่อนเดียว เราก็จะมีโน๊ตดังนี้

D F# G A D F# G A

ก็จะเห็นว่ามีโน๊ตอยู่แค่ 4 ตัว … 4 ตัวก็พอละครับ ที่เรารู้ก็คือ D F# G A สี่ตัว พอเราดูจากเมเจอร์สเกลแล้วสเกลที่มีโน๊ตสี่ตัวนี้มีอยู่แค่สองตัว คือ  G major กับ D major

G Major = G A B C D E F#
D Major = D E F# G A B C#

จะเห็นว่าสองสเกลนี้ต่างกันที่โน๊ตตัว C-C# นะครับ

ทีนี้ ลองเอาโน๊ตในสเกล มาหาว่าในสเกลนั้นมีคอร์ดอะไรที่ใช้ได้บ้าง ลองเอาโน๊ตออกมาทีละตัวเป็นตัว root แล้วจับอีกสองตัวที่ก็คือตัวที่ 2 และ 4 ถัดออกจากโน๊ตตัวนั้น (เราเรียกว่าคู่ 3 และคู่ 5 ตามลำดับ) ถ้ามันสุดสเกลให้เขียนโน๊ตเพิ่มในลำดับเดิมครับ จากนั้นดูว่าโน๊ตสามตัวนั้นผสมกันแล้วเป็นคอร์ดอะไร อ้อ อย่าพลิกคอร์ด (สลับตำแหน่ง) นะครับ

ผมยกตัวอย่างที่โน๊ตตัว Root เป็น A ในสเกล D Major นะครับ

D E F# G A B C# D E F# G A

ก็จะได้ A C# E = A major นั่นเอง

ผสมกันแบบนี้ให้ได้ครบทุกแบบ แล้วลิสต์รายชื่อคอร์ดในแต่ละสเกล ก็จะได้แบบนี้

G Major scale = G Am Bm C D Em F#dim
D Major scale = D Em F#m G A Bm C#dim

(บางคนคงพอเดาได้ว่า สามารถเอาโน๊ตตัวถัดไปอีกตัว ก็คือตัวที่ 6 (หรือคู่ 7) มาใช้ได้ เป็นโน๊ตตัวที่ 4 ในคอร์ด)

คอร์ดจากสองสเกลนี้ตัวที่ต่างกันจะมีสามคู่คือ A-Am F#dim-F#m และ C-C#dim เพราะสองสเกลนี้ต่างกันที่ตัว C-C# (ทั้งสามคู่นี้มีจุดต่างร่วมกันคือโน๊ตตัวนี้ละครับ)

จากนั้นเราก็ลองเอาคอร์ดที่ได้กลับไปผสมกับโน๊ตตัวรูทข้างบน เราก็จะได้สองชุด ก็คือ

D F#m G Am – จาก G major scale
D F#m G A – จาก D major scale

ลองเอากลับไปเล่นดู น่าจะรู้ละว่าคอร์ด Am มันไม่ใช่ ครับ ท่อนนี้เป็นคีย์ D ครับ

พอเรารู้แล้วว่าท่อนนี้เป็นคีย์อะไร ถ้าเราไปเจอคอร์ดที่เบสกับคอร์ดเป็นคนละคอร์ดกัน เราก็พอจะเดาได้ละว่าไอ้คอร์ดนั้นคือคอร์ดอะไร (หรือไม่ก็ลองไล่มันทีละคอร์ดเลย มีแค่ 7 คอร์ด ไม่เยอะหรอก)

ทีนี้น่าจะมีคนสงสัยว่า เอ๊ะ ทำไมผมถึงไม่ให้ลิสต์โน๊ตตัวเบสของทุกท่อนออกมา คำตอบก็คือมันเป็นไปได้ครับว่าเพลงมีการเปลี่ยนคีย์ และบางทีก็เปลี่ยนมันกลางท่อนเลยครับ (เพลงญี่ปุ่นจะเจอกรณีนี้บ่อย) ถ้าเราลิสต์มาทั้งเพลงเลยอาจจะโดนหลอกได้ ดังนั้นการลิสต์มาเป็นท่อน ๆ นั้นจะทำให้การแกะทำได้แม่นยำมากกว่าครับ

ถ้าเจอแบบเพลงนี้ ที่ท่อนโซโล่กีตาร์ (และท่อนหลังโซโล่กลอง) เขาเปลี่ยนคีย์ไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะลำบากเหมือนกัน แต่เพลงนี้ยังแกะง่าย เพราะแต่ละท่อนใช้คอร์ดเดียว

อ้อ วิธีนี้ก็ได้ผลแค่ราว ๆ 60-70% นะครับ เพราะบางทีเขาก็มีการเปลี่ยนใช้คอร์ดที่ไม่ได้อยู่ในสเกลมาใช้บ้างเหมือนกัน ลองใช้ทั้งสองวิธีและปรับตามสถานการณ์ดูนะครับ

12/12/12 กับวันที่ทำงานครบรอบ 7 ปี

วันนี้ตอน 10 โมง ณ.เวลาประเทศไทย เป็นเวลาที่พิเศษสำหรับผมอย่างหนึ่ง ก็คือ เป็นวันครบรอบการทำงานครบ 7 ปี คือรวมตั้งแต่ทำงานที่ที่แรกเลย จนถึงตอนนี้

บ.แรกที่ผมทำงานด้วย ชื่อว่า Sanuk Software เป็นบริษัทเกม สมัยที่ผมทำงานอยู่ตอนนั้นเป็นช่วงรอยต่อ ระหว่างยุคที่บริษัททำเกม J2ME กับยุคที่บ.เริ่มจะทำเกม Console ละ โปรเจคแรกของผมเป็นการทำ Tool ให้บริษัทเกม publisher รายใหญ่จากฝรั่งเศส (ใบ้แค่นี้รู้แล้วนะ มีอยู่บ.เดียว) หลังจากนั้นก็มีโปรเจค J2ME บ้าง เป็นการพอร์ตเกมลง Series 40 กับพวก Feature Phone ซึ่งเป็นอะไรที่ลำบากเพราะว่ามีข้อจำกัดเยอะมาก พอจากนั้นก็มีอะไรล่ะ .. มีโปรเจคทำเกมลง XBLA ที่พับไป มีโปรเจค PSP ที่คนที่เค้าทำเค้าหนีไป 555 แล้วก็ โปรเจคสุดท้ายก่อนผมจะลาออกมาก็คือเกมบน NDS ชื่อว่า Barnyard Blast  ซึ่งก็มีส่วนอยู่นิดนึงในช่วงที่เขาทำเดโมไปออกงานเกมโชว์ (จำไม่ได้ว่างานไหน) เป็นโค้ดเล่นเสียงกับ AI บอสตัวนึง คิดว่าตัวเกมเขาคงเอาออกไปแล้วมั้ง

ผมอยู่ที่ Sanuk Software อยู่แค่หนึ่งปีกับอีกสามเดือน แต่ประสพการณ์จากที่นี่เป็นอะไรที่ล้ำค่ามาก เมื่อเทียบกับการทำงานที่อื่นแล้ว ที่นี่เป็นที่ผมรู้สึกว่าผมได้ใช้ความสามารถเต็มที่จริงๆ (งานปัจจุบันผมใช้ความสามารถแค่ราวๆ 30%) เพราะว่ามีส่วนร่วมกับงานเยอะมาก ทั้งออกแบบตั้งแต่โครงร่างของระบบ ยันดีบั๊กขั้นสุดท้าย เป็นงานที่ทำแล้วสนุกมาก

นอกจากนี้รายได้ยังดีกว่าที่อื่น ผลตอบแทนดีกว่าด้วย 555 (เงินเดือนขึ้น 15% ต่อปี เทียบกับ 3% ตอนนี้แล้วคนละเรื่อง) มีได้ไปศึกษาดูงานต่างประเทศ ได้ไปอบรมสัมณา คือผมย้ายงานมานี่ไม่เคยมีอะไรแบบนี้น่ะ ขนาดส่งมาทำงานต่างประเทศยังมีสัญญาผูกคอไว้ว่าห้ามลาออกด้วยนะเอ้อ (ถ้าลาออกจะปรับเอาเงินส่วนนี้คืน มูลค่าเกือบล้านบาท แต่เห็นเค้าว่ามันปรกตินะ)

แต่มันแลกกับความไม่สะดวกสบายหลายอย่างเหมือนกัน รวมทั้งแรงกดดันก็เยอะ เพราะว่าเราเป็นพนักงาน 1 ใน 12 คนที่ทำแทบทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้กระทั่งออกไปซื้อคอมมาใช้ 555

พอถึงจุดนึงผมก็รู้สึกว่าอยากลองทำอะไรอย่างอื่นบ้าง ก็เลยลาออก คือบอกตรง ๆ เลยว่าตอนแรกสมัคร Reuters Software ไว้แต่เขาไม่เอา 555 (ดีแล้วล่ะ ผมไม่ชอบ manager คนที่สัมภาษณ์ผมเท่าไหร่ ไปทำงานกับเขาก็คงบ้าตาย แถมเป็นทีมที่อัตราการ turn overate สูงสุด ๆ 555 คนคงทนอยู่ได้ไม่นาน)  ก็เลยไปอยู่กับบริษัท outsource แห่งหนึ่ง ทำงานให้กับ Thai Smart Card ก็ฟังดูดี แต่ว่าสภาพแวดล้อมมันแย่มาก ผมนั่งทำงานอยู่ในห้องประชุมกับคนอีก 12-15 คนตลอดวัน ทุกคนนั่งไหล่ชนกันแทบจะตลอดเวลา แถมช่วงที่ผมอยู่ฝ่ายบริหารก็มีปัญหาขัดแย้งกันภายใน คือเป็นอะไรที่น่าเบื่อนะ ผมก็ไปทำงานอยู่ด้วยสามเดือน ก็ลาออก …

บริษัทที่สามในรอบปีครึ่ง ฟังดูเหมือนเยอะนะ 55 ก็คือบ.ที่ชื่อว่า DST International มาอยู่ที่นี่แรก ๆ ก็สนุกดี คือเมื่อเทียบกับที่แรก ผมมักจะอยู่กับโค๊ดที่ตัวเองเขียน อยู่กับ Architecture ที่ออกแบบเอง พอได้ศึกษางานคนอื่นบ้างกับระบบที่มีโค๊ดเป็นหลักหลายล้านบรรทัด มันก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ มากมายอยู่่ หลังจากนั้น เครือบริษัท DST ก็มีการเปลี่ยนแปลง บ.ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น DST Global Solutions และก็เปลี่ยนอีกรอบหลังจากนั้นไม่นาน มาเป็น DST Worldwide Services ส่วนทีมเองในช่วงนั้นก็มีการเปลี่ยนก็คือมีการแยกกันระหว่างทีม Development กับ Support

ความซวยของผมที่เริ่มต้นมาจากสาย Develop มาตั้งแต่แรก ก็คือ ผมโดนโบ้ยมาอยู่ Support ซึ่งเป็นอะไรที่ผมไม่ชอบเลย (จนถึงตอนนี้ผมก็ไม่เคยชอบงาน Support คือ ผมชอบที่จะซัพพอร์ทคนอื่นนะ แต่ผมไม่ชอบมานั่งแก้ไขความผิดพลาดของคนอื่น ผมมีคติส่วนตัวก็คือ ถ้าเราเข้าห้องน้ำ ใช้ห้องน้ำเสร็จ เราก็ต้องกดน้ำ ซึ่งงาน Support มันคือการเดินไปกดน้ำในห้องน้ำเวลาที่มีคนลืมกดนั่นแหละ)

ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างก็คือ ทีมผม กับทีมข้าง ๆ ถูกแยกออกมาจาก DST แล้วตั้งเป็นบริษัทใหม่ในเครือ เนื่องจากสองทีมนี้ support ลูกค้าเจ้าเดียวกัน (แต่คนละสาขา) บ.ใหม่นี้กลายเป็นบ.ในเครือของลูกค้า (ซึ่งอยู่ในเครือ DST อีกที) ชื่อว่า IFDS จากคนที่อยู่บ.ที่มีพนักงานเป็นพัน กลายมาเป็นหนึ่งในสองร้อยคน แรกๆ ก็รู้สึกดีอยู่นะ เพราะว่าเป็นพนักงานชุดแรก เหมือนเป็นพนักงานก่อตั้ง แต่พอผ่านไปสักพักก็รู้ว่าการเป็นพนักงานยุคก่อตั้งไม่ได้มีอะไรแตกต่าง เพราะสุดท้ายแล้วบ.ก็ให้ความสำคัญกับพนักงานใหม่มากกว่าคนเก่า ๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องปรกติ คือผมก็ไม่รู้นะ แต่แบบบ.ใหญ่มักจะทำเหมือนคนช่างฝัน มักจะฝากความหวังกับคนใหม่ ๆ พอมีตำแหน่งเปิดปุ๊บก็มักจะหาคนจากภายนอกเข้ามาแทนโดยไม่ค่อยให้โอกาสกับคนเก่า ๆ สักเท่าไหร่ ขนาดเพื่อนผมที่จบมาพร้อมกัน ตำแหน่งก็น่าจะพอ ๆ กัน แต่อยู่คนละบริษัท เผลออีกทีย้ายเข้ามาเป็นระดับหัวหน้าละ ผมยังเป็น mid-level อยู่เลย … ตกใจอยู่เหมือนกัน บางทีผมรู้สึกว่าบ.ไม่พยายามดันคนเก่า ๆ ขึ้นมาแทนคนที่ลาออกไป แต่มักจะหาคนใหม่ ๆ เข้ามา มันก็น่าน้อยใจนิด ๆ นะ (แต่ตำแหน่งที่เขามาอยู่ (QA Lead) ผมก็ไปทำไม่ได้นะ)

จริง ๆ ผมเคยลาออกไปแล้วรอบนึง ตอนนั้นได้งานใหม่ ในตำแหน่ง senior ของบ.นึง แต่ว่า พี่หัวหน้าผมเค้าขอ ผมก็เลยยกเลิกการลาออกไป จนถึงตอนนี้ผมยังคิดนะว่าผมตัดสินใจผิดหรือเปล่านะ ? ผมเลือกที่จะอยู่ต่อ อยู่ทำงานที่ผมไม่ชอบ ต้องคอยมาเดินเช็คห้องน้ำทีละห้องว่ามีใครเข้าห้องน้ำแล้วลืมกดชักโครกหรือเปล่าทุกวัน (อันนี้เปรียบเปรย … แต่หลัง ๆ ผมก็ทำจริง ๆ นะ คนที่บ้านผมเขารู้ว่าผมเป็นคนที่หลงไหลห้องน้ำพอสมควร ไปไหนก็ต้องสำรวจห้องน้ำของที่นั่น 555) บางคนท้องเสียรุนแรง อุจจาระเรี่ยราดเละเทะไปหมดเราก็ต้องคอยเช็ดคอยทำความสะอาดให้มันกลับมาอยู่ในสภาพเดิม คืองาน support มันเป็นงานสกปรกแบบนี้แหละ ผมไม่ค่อยชอบนะ แต่มันก็เป็นงานที่น่าภาคภูมิใจอยู่ประมาณนึงนะ คือถ้าห้องน้ำสะอาดมันก็เป็นหน้าเป็นตาของบ้านใช่มั้ยล่ะ 🙂

แผนผมสำหรับปีหน้า ก็คือ ผมจะหาลู่ทางที่จะทำให้ตัวเองเปลี่ยนไปทำอะไรที่แปลกใหม่บ้าง และเป็นอะไรที่ผมสนใจ คือ คิดอยู่ว่าผมทำทุกอย่างเหมือนเดิม ๆ มาสามปีกว่า (ตื่นเช้ามา เข้าห้องน้ำ เช็คทีละห้องดูว่าเขาฉี่แล้วกดน้ำหรือเปล่า) อยู่กับตึกเดิมมานานถึง 5 ปีครึ่ง … บางทีก็เริ่มคิดว่าเราเองก็อยากทำอะไรที่ได้ใช้ความสามารถได้เต็มที่บ้าง แต่คงลาออกไม่ได้เนี่ยสิ มีหนี้สินอยู่ล้านนึงแล้ว (ต้องชดใช้โดยการทำงานเดิมอยู่อีกปี) ไม่เคยรู้ว่า การที่บริษัทเดือดร้อนต้องการคนไปทำงานต่างประเทศ จะต้องแลกมาด้วยหนี้สินแบบนี้ แต่ก็นะผมก็มาแล้ว เซ็นสัญญาแล้ว ก็คงช่วยไม่ได้แฮะ

งานที่ผมทำอยู่ตอนนี้ ผมอยู่ด้วยเพราะเพื่อนร่วมงาน ผมรู้สึกเสียดายที่จะเสียเพื่อนร่วมงานไป มันก็อาจจะเป็นความคิดที่ผิดก็ได้น่ะนะ พวกเขาเองก็ค่อย ๆ จากไปทีละคน ๆ บางทีใกล้ ๆ นี้มันอาจจะถึงคราวของผมบ้าง ก็ไม่รู้เหมือนกัน

Android – Android

ผมเป็นคนที่ใช้โทรศัพท์ Android มาประมาณสองปีกว่า เครื่องแรกที่ใช้คือ HTC Legend ใช้มันมาตั้งแต่มันวางขายอาทิตย์แรกเลย (จริง ๆ จะซื้อ Desire แต่ไม่ยอมออกเสียทีตอนนั้น) ก็ได้เห็นพัฒนาการมันมาตั้งแต่สมัยโน้น นับถือวันนี้ที่มี Android 4 แล้วก็ถือว่าเป็นระบบที่พัฒนาไปไกลมากทเดียว

แต่จริง ๆ ผมเริ่มจาก iOS นะ คือผมใช้ iOS ตั้งแต่ตอนที่มันยังไม่มีชื่อด้วยซ้ำ อุปกรณ์ที่ผมใช้ตอนนั้นก็คือ iPod Touch รุ่นแรก ซื้อตั้งแต่มันออกแรก ๆ ในราคา Gigabyte ละพันบาท เหตุผลที่ผมเปลี่ยนไปใช้ Android มันง่ายมาก … ผมทำหายที่อัมพวา ไม่รู้หายไปได้ยังไง ก็เลยช้ำใจไม่กลับมาเล่น iOS อีก 555

แต่ก็นะ ผมใช้ iPod Classics 160GB แทนน่ะ

กลับมาที่ Android หลังจากที่ผมใช้ Legend อยู่นาน ด้วยความที่มันเก่าและใช้อุปกรณ์รุ่นเก่ากว่าอายุของมัน (ใช้  Qualcomm MSM7227 600MHz) ผมก็เปลี่ยนเครื่องมาใช้เครื่องที่ทันสมัยมากขึ้น เมื่อเดือนสามปีนี้เอง ผมก็เปลี่ยนมาใช้ Samsung Galaxy Nexus

เป็นรุ่น GSM ธรรมดา มาพร้อมกับ Android 4.0 ใหม่ล่าสุด (ตอนนี้เป็น 4.2.1 ไปแล้วล่ะ) Nexus ก็ไม่ใช่มือถือที่แรงที่สุดในสมัยนั้น แต่ว่า ราคามันไม่ได้สูงมาก และเป็น Pure Google ทำให้ได้ประสพการณ์ของ Android จริง ๆ (และจะได้อัพเดตก่อนรุ่นอื่น ๆ แทบจะทุกครั้ง)
หลังจากที่ถอยเจ้านี่มาได้ไม่กี่วัน ผมก็เริ่มมีโครงการที่จะพัฒนา App ของตัวเอง ทำให้เริ่มมองหาอุปกรณ์ที่จะนำมาพัฒนาเพิ่มอีก ผมเองก็ได้อุปกรณ์เพิ่มมาอีกชิ้น นั่นคือ Sony Tablet S1

ผมชอบเจ้านี่ที่ความไม่เหมือนใคร ด้วย Design ที่เหมือนกับการม้วนหนังสือ ทำให้จับถนัดมือ และไม่ล้าเวลาจับนาน ๆ และด้วยขนาดที่เล็กกว่าชาวบ้านที่คลาสเดียวกัน (9.4″) ทำให้มันพกพาได้สะดวกทีเดียว

เนื่องด้วยชาตากรรมนำพา ผมได้มีโอกาสได้มาทำงานที่ประเทศแคนาดาเป็นเวลาครึ่งปี เรียกได้ว่ามาทีเดียวกลับบ้านไม่ถูกกันไปเลย ก็ได้มีโอกาสที่จะได้หาอุปกรณ์ที่หายากและไม่มีจำหน่ายในบ้านเรามาใช้ด้วย ผมก็เลยตัดสินใจซื้ออีกเครื่อง นั่นก็คือ Sony Internet Player ที่ใช้ Google TV นั่นเอง (มีพื้นฐานเป็น Android 3.2)

Sony Internet Player เป็นอุปกรณ์ที่เรียกได้ว่าทำงานด้วยค่อนข้างยาก เมื่อเทียบกับอุปกรณ์ Android อื่น ๆ สาเหตุหลัก ๆ ก็คือมันไม่มีทัชสกรีน และ มันไม่รองรับ NDK ทำให้รันโค๊ดที่เป็น C/C++ ไม่ได้เลย โชคดีของผมคือผมไม่มีโค๊ดที่เป็น C/C++ เลย ดังนั้น App ที่ผมทำจึงสามารถพอร์ทมาลงเจ้านี่ได้ไม่ยาก (ตอนนี้อยู่ในช่วงพัฒนา และจะเป็นฟีเจอร์ในเวอร์ชั่นถัดไป)

ก่อนจะกลับบ้านเพียงเดือนกว่า ๆ Google ก็เอาของใหม่มายั่วน้ำลายได้อีก ก็คือ Nexus 7 + hspa+ ผมเองตอนแรกก็กะว่าจะไม่ซื้อแล้ว แต่ว่าอีกใจก็อยากมี tablet ที่พกไปเล่นข้างนอกได้โดยไม่ต้องพึ่ง Wifi สุดท้ายก็เลยจัดมาอีกเครื่อง 555

ก็เลยกลายเป็นว่าผมมี Android อยู่ในความครอบครองแล้วถึง 4 เครื่อง ก็ถือว่าเยอะทีเดียว ในขณะที่ App ของตัวเองยังอยู่ในขั้นไม่ก่อให้เกิดรายได้ ก็นับว่าเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างมากและคงไม่คืนทุนในเร็ว ๆ นี้ ก็คงต้องพยายามต่อไป หวังว่าอย่างน้อย ๆ ในปีหน้าคงจะได้ทุนคืนมาบ้างล่ะนะ

ส่วนเหตุผลที่ผมเลือก Android นั้นก็คือ ตัวผมเองเป็นโปรแกรมเมอร์อาชีพ ดังนั้นด้วยนิสัยผมเองก็อยากจะเขียนโปรแกรมเพื่อใช้งานอุปกรณ์ที่มีอยู่ iOS ไม่ตอบโจทย์ผมในข้อนี้ ผมต้องจ่ายค่าไลเซนส์รายปี แถมต้องซื้อ Mac อีก ส่วน Windows Phone นั้นก็ยังไม่อยู่ในระดับที่ผมพอใจนัก ดังนั้นการใช้ Android ที่ใคร ๆ ก็สามารถเขียนโปรแกรมลงไปได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย (จริง ๆ ไลเซนส์ในการเผยแพร่บน Play Store แต่ก็ถ้าไม่เผยแพร่ก็ไม่ต้องจ่าย แถมถ้าอยากเผยแพร่ราคาก็ต่ำมากๆ เป็นการจ่ายครั้งเดียวตลอดชีพ) นั้นดูจะเหมาะสมกับผมมากกว่า

ว่าแต่นี่สี่เครื่องร่วมกันร่วมครึ่งแสน … จะถอนทุนคืนได้เมื่อไหร่เนี่ย – -‘