แนะนำวิธีอ่านคอลัมภ์ดูดวง

เคยสังเกตหลาย ๆ ครั้งที่ทำงาน สาว ๆ หลาย ๆ คนจะชอบดูดวงกันน่ะครับ เวลาดูก็มักจะเปิดตารางที่เขียนเอาไว้ว่าตัวเองอยู่ในราศีไหนก่อนแล้วค่อยไปอ่านว่าราศีตัวเองเป็นยังไงบ้าง ผมว่าก็ไม่ผิดนะ แต่แบบตำราหลาย ๆ เล่มก็จะเขียนไม่เหมือนกัน บางคนบอกเป็นรายเดือน บางคนบอกว่าหลังวันที่ 15 บางคนบอกหลังวันที่ 22 ซึ่งก็สร้างความสับสนอยู่ไม่น้อย

วันนี้ก็เลยจะมาแนะนำวิธีหาว่าตัวเองควรจะไปอ่านราศีไหน นักษัตรอะไร เสียเล็กน้อย

ในคอลัมภ์ดูดวงตามหนังสือมักจะดูดวงด้วยศาสตร์สามประเภท คือดูตามเดือนเกิด (ราศีเกิด) ตามปีเกิด (นักษัตร) และ เลขศาตร์ หรือการเอาตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับตัวเรามาใช้

เลขศาสตร์นั้นเป็นอะไรที่ง่ายที่สุด ก็คือ ดึงเอาตัวเลขมาใช้เลย เช่นเอาเลขทะเบียนรถ เลขเบอร์โทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งวันเกิด เอามาคำนวนอะไรบางอย่างแล้วเอาผลลัพท์ไปหาค่าในตาราง

พวกเอาวันเกิด อย่างวันจันทร์ วันอังคาร ก็พอเรียกว่าเลขศาสตร์ได้เหมือนกัน เพราะว่าเราสามารถมองวันเป็นตัวเลข อย่าง วันจันทร์เท่ากับศูนย์ วันอังคารเท่ากับหนึ่ง อะไรทำนองนี้

นักษัตรจะค่อนข้างวุ่นวายเล็กน้อย เพราะว่า การนับปีใหม่ของแต่ละประเทศจะไม่เหมือนกัน ถ้านับจีนก็จะใช้วันตรุษจีน ถ้านับไทยก็จะใช้วันสงกรานต์ ในกรณีของผมเองซึ่งเกิดช่วงเดือนมีนาคม จะอยู่ระหว่างตรุษจีนและสงกรานต์พอดี ก็เลยกลายเป็นว่าไม่รู้ว่าจะใช้วันไหน

ส่วนตัวผมจะใช้วันที่ 1 มกราคมเป็นตัวตั้งไปเลย เพราะว่าสะดวกดี เป็นวิธีที่มีการแนะนำในหนังสือดูดวงแบบไทยที่ได้รับความนิยมด้วยครับ

ส่วนอันที่วุ่นวายที่สุดคือ ดูตามราศีเกิดครับ เพราะว่าต่างคนต่างตำรามีวิธีแบ่งมากมาย

เท่าที่ค้นคว้ามา วิธีที่แม่นยำที่สุดในการหาราศีเกิด ก็คือการเอาวัน-เวลาเกิดไปผูกดวง ซึ่งก็คือการเขียนเป็นชาร์ทว่า ณ.เวลาเกิดนั้นมีดาวไหนโคจรมาอยู่ในตำแหน่งไหนบ้าง จากนั้นก็ให้ดูว่าดวงอาทิตย์ไปตกอยู่ในราศีอะไร หรือดูว่าลัคนาไปตกอยู่ในตำแหน่งราศีอะไรครับ

ข้างบนคือชาร์ท Natal ของผมเอง ทางขวาจะเป็นรายการของดวงดาวที่สถิตย์อยู่ตามราศีต่าง ๆ ผมจะไม่ลงรายละเอียดนะ จุดที่จะให้ดูคือดวงอาทิตย์ ที่เป็นลูกกลม ๆ กับ ลัคนา ที่เขียนว่า ASC ในตารางน่ะครับ สำหรับกรณีของผมดวงอาทิตย์ตกที่ราศีมีน และลัคนาตกที่ราศีกุมภ์

ตามตำรา เขาว่า ดวงอาทิตย์นั้นแสดงถึงตัวตนของเจ้าชะตา หมายถึงนิสัยใจคอ ส่วนลัคนานั้นคือการแสดงออกครับ ถ้าอยากรู้ว่าผมเป็นคนยังไงก็ลอง Google หาดูละกัน

ทีนี้แล้วจะใช้ราศีอะไร ส่วนตัวผมดูที่ดวงอาทิตย์เป็นหลักครับ แต่จะดูลัคนาประกอบกันด้วย แล้วก็เอามาคิดว่าเราจะเชื่ออันไหนมากกว่ากัน เป็นข้อมูลสองส่วนน่ะครับ

แต่สำหรับบางคนที่ไม่ทราบเวลาเกิดตัวเอง ก็มีวิธีที่พอใช้ได้อยู่อีกวิธีนึง นั่นคือ ลองเอาวันเกิดตัวเอง ดูว่า ตกระหว่างราศีไหนในหนังสือหลาย ๆ เล่ม ส่วนใหญ่มันจะตกไม่เกินสองราศีหรอกครับ อย่างของผมก็จะตกกุมภ์บ้าง มีนบ้าง ก็แล้วแต่ จากนั้นลองอ่านดูว่าลักษณะของราศีที่ตกอยู่เนี่ยอันไหนมันใกล้เคียงกับตัวเรามากที่สุด แล้วก็เลือกใช้อันนั้นล่ะครับเป็นราศีของตัวเรา วิธีนี้เป็นวิธีที่แนะนำโดย ปู โลกเบี้ยวครับ

ก่อนจะจบอยากฝากว่า เรื่องดูดวงเป็นความเชื่อส่วนบุคคล บางคนอาจจะเชื่อ บางคนอาจจะไม่เชื่อ ส่วนตัวผมเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง ฟังเอาไว้เป็นคำเตือน แต่ไม่ใช่ว่างมงายเชื่อไปซะหมด

ผมชอบหนังสือดูดวงที่ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ตรงที่สุด แต่อ่านแล้วรู้สึกดีที่สุดครับ อย่างตอนนี้ผมจะติด App ใน Android ตัวหนึ่งที่ชื่อว่า DailyHoroscope น่ะครับ ผมไม่ค่อยชอบตำราไทยเท่าไหร่เพราะหลาย ๆ เล่มเขียนมาในลักษณะที่ว่า คนเกิดราศีนี้อาภัพเรื่องนั้น ทำไงก็ไม่ดีขึ้น (เช่นตำราของอ.ลักขณ์ เลขานิเทศ) อ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นการตัดกำลังใจคนอ่าน ก็เลยเลิกอ่านไป

และตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือในชุด รู้ใจคน 12 ราศี ที่เขียนโดย อิชิอิ ยูคาริ เป็นหนังสือแปลครับ เรื่องนี้น่าอ่านเพราะว่าให้ความเห็นที่แตกต่างกับหนังสือหลาย ๆ เล่มที่อ่านมา โดยจะมองไปแง่ลึกที่ว่าการกระทำของราศีนี้เกิดขึ้นจากอะไร อย่างเช่นในหลาย ๆ เล่มมักเขียนว่า ราศึมีนเป็นคนโลเล เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาง่าย แต่เล่มนี้จะพูดว่ามันเป็นเพียงภาพลักษณ์ที่เห็นจากภายนอก แต่การกระทำที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปมาแท้จริงแล้วมีพื้นฐานมาจากแนวความคิดบางอย่าง อะไรทำนองนี้

ก็ถ้าสนใจก็ลองหาอ่านดูได้ครับ เล่มหนึ่ง 99 บาท ครบชุด 12 เล่ม 12 ราศีพอดี

Support Programmer คืออะไร

วันนี้จะแชร์เรื่องงานที่ทำประจำให้ฟังนิดหน่อยครับ เกริ่นก่อนว่าคงลงรายละเอียดมากไม่ได้ เพราะว่าพอลงไปนิดเดียววันรุ่งขึ้นโดนหัวหน้าเรียกไปคุยเลย เห็นช่วงนี้มีกระแสบอกว่าโปรแกรมเมอร์หายาก ไม่ค่อยมีคนอยากทำ ก็เลยมาแชร์ให้คนอื่นฟังดูเผื่อว่าจะมีคนอยากทำน้อยลงไปอีก (ค่าตัวจะได้แพงขึ้น 555 อันนี้ล้อเล่นครับ เงินเดือนก็ตามสภาพเศรษฐกิจแหละ)

เมื่อก่อน ทีมผมก็ไม่ได้มีการแยกเป็น Support กับ Development หรอก ทุกคนก็ทำทั้งสองอย่าง ทั้ง Develop โปรเจคใหม่ ๆ ทั้งแก้บั๊กของ Product อะไรก็แล้วแต่ แต่มาวันนึงบริษัทผมก็เกิดการปรับโครงสร้างองค์กรณ์ใหม่ มีการแยกเอา IT ออกมาเป็นสองส่วน ก็คือ Support กับ Development

ภายในแผนกก็จะแบ่งเป็นย่อย ๆ ลงไปอีก โดย Development นั้นจะแยกเป็นทีมย่อย ๆ ตาม Product ในขณะที่ Support จะรวบเอาหลาย ๆ Product มารวมกันเป็นกลุ่มๆ

ผมเองในตอนแรกก็รู้สึกไม่พอใจ เพราะส่วนตัวผมเป็นคนชอบอะไรใหม่ ๆ ชอบอยู่กับการเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญผมไม่ชอบตามล้างตามเช็ดความผิดพลาดของคนอื่น (ตอนนั้นผมเกลียดการมานั่งแก้บั๊กที่ตัวเองไม่ได้ทำเอามาก ๆ) ซึ่งก็คงเป็นเพราะยังเป็นวัยรุ่นไฟแรงอยู่ (ตอนนี้เป็นวัยรุ่นไฟมอด) ผมถึงขั้นเตรียมจะย้ายงาน สัมภาษณ์ที่ใหม่ต่อรองเงินเดือนเสร็จเรียบร้อย แต่ก็กลับมาช่วยต่อเพราะว่าหัวหน้าเขาขอ

ตอนนี้มานั่งคิดดูถ้าผมได้ไปทำ Development ผมก็คงรู้สึกไม่พอใจเหมือนกัน เพราะว่าการทำงานในส่วนของ Development ในบริษัทใหญ่ ๆ มันไม่ได้สนุกอย่างที่คิดเลย มันมีขั้นตอนอะไรหลายอย่างมากมายก่ายกอง (โดยเฉพาะบริษัทที่ค่อนข้าง Conservative อย่างบริษัทผม)

เข้าเรื่องดีกว่า สำหรับงาน Support หรือที่เต็ม ๆ จะเรียกว่า Production Support โดยหลัก ๆ หน้าที่ก็คือเป็นคนที่คอยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบที่ขึ้น Production หรือก็คือเปิดให้ลูกค้าได้ใช้งานไปแล้ว เราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับ issue ที่ยังไม่ขึ้น Production (เป็นหน้าที่ของ development)

หน้าที่ของเราจะเริ่มตั้งแต่รับ Ticket เข้ามาแล้ววิเคราะห์ปัญหาว่าเกิดจากอะไร คือเราจะเป็นด่านที่สองหลังจากที่มีคนรับเรื่องจากลูกค้ามาแล้วส่งต่อมาให้ เราก็จะต้องดูว่ามีปัญหาอะไรที่ส่วนไหน เกิดจากอะไร บางทีมันอาจจะไม่ได้มีปัญหาแต่เกิดจากลูกค้าเข้าใจผิดไปเองก็มีอยู่บ่อยเหมือนกัน

พอหลังจากที่วิเคราะห์ปัญหาได้แล้วก็ต้องมาตัดสินใจว่าเป็นปัญหาที่จำเป็นต้องแก้ไขโดยโปรแกรมเมอร์ หรือจริง ๆ แล้วสามารถแก้ไขได้โดยลูกค้าเอง ในกรณีหลังเรามักจะแจ้งวิธีแก้ไขให้เขาไปทำเอง เพราะลูกค้าก็ไม่ค่อยอยากให้เราไปแตะต้องข้อมูลของเขาเท่าไหร่

แต่ถ้าต้องทำการแก้ไข ก็ต้องดูว่าอยู่ในส่วนที่เราทำได้หรือเปล่า ถ้าทำไม่ได้ก็ส่งเรื่องต่อไปให้คนอื่น พอเราแก้ไขปัญหาได้แล้วก็ส่งต่อไปให้ Tester ทดสอบวิธีการแก้ไขปัญหาอีกทีนึง ก็ถือว่าจบในส่วนของเรา

แค่นี้เอง ? … ถ้าเทียบกับงานของ Development แล้วมันไม่ได้มีรายละเอียดอะไรมากมายเลย (ของเขาต้องมีประชุมวางแผนงาน ต้องมีการประเมินเวลา มีอะไรมากมายหลายอย่าง) แต่ประเด็นอยู่ตรงที่ความถี่ของงาน สำหรับ Support เราหลาย ๆ ครั้งที่เราต้องทำงาน 4-5 ชิ้นให้เสร็จภายในหนึ่งอาทิตย์ พูดกันง่าย ๆ งานของ Support จะเป็นงานยิบย่อยเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เยอะ มีมาไม่ขาดสาย

ที่สำคัญคืองานของเรามักจะวางแผนได้ยาก หลาย ๆ ครั้งที่เรารับงานมาแล้วมืดแปดด้าน ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ในการหาว่าปัญหาเกิดจากอะไร แต่พอหาเจอแล้วการแก้ปัญหาใช้เวลาแค่ 3 นาที ก็มี ดังนั้นการประเมินว่างานแต่ละชิ้นจะใช้เวลานานแค่ไหนบางทีก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ผู้บริหารมักจะไม่ค่อยเข้าใจเราสักเท่าไหร่ ชอบมาให้ประเมินว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่อยู่เรื่อย (และพอทำไม่ได้จริงก็มาแอบกดคะแนนเรา 555)

และที่ยากกว่านั้นคือ งานด่วนครับ … งานด่วนเป็นอะไรที่เรียกได้ว่าทำนายไม่ได้เลยว่าจะมาวันไหน วันดีคืนดีเกิดราศีมีนดวงตก ได้งานด่วนประเภทต้องปิดให้ได้ภายในวันเดียวสองตัวรวดก็เคยมาแล้ว 555

อ้อ แล้วก็ เนื่องด้วยความที่ผมทำงานในส่วนของ Surround Product ซึ่งไม่ใช่ Product หลักแต่เป็นตัวเล็ก ๆ จำนวนมากที่ต่อมาใช้งานกับระบบส่วนกลาง และ Product พวกนี้เกิดจากร้อยพ่อพันแม่ สร้างขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ทีมผมก็เลยรับเละ ต้อง Support Product หลายตัว ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือต้องเป็นคนที่ปรับตัวรับอะไรใหม่ ๆ ได้เร็ว อย่างผมเองถึงแม้ว่าหน้าที่หลักผมคือ C++ โปรแกรมเมอร์ แต่ผมเองก็ต้องเขียนโปรแกรมในภาษา Progress 4GL, Java, Javascript, XSL, และอื่น ๆ ตามแต่ว่า Product นั้้นจะสร้างมาจากอะไร แล้วถึงแม้ว่า Product บางตัวจะสร้างจากภาษาเดียวกัน แต่อาจจะอยู่บน Framework คนละตัวกันได้อีก สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าได้ดีทีเดียว แต่เนื่องจากผมเป็นคนชอบลองอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ อยู่เสมอ การที่มีอะไรแปลก ๆ มาเวียนให้ทำก็เป็นเรื่องที่สนุกดีทีเดียว

ข้อดีอีกอย่างของการทำในส่วนของ Support คือ เรามักจะมีผลลัพท์ที่ดีกว่าฝั่ง Dev เนื่องด้วยว่างานเรามักจะเล็กกว่า และมักจะมี Constrain น้อยกว่าด้วย ดังนั้นการควบคุมคุณภาพโค๊ดจึงทำได้ง่ายกว่า สำหรับคนที่รักความสมบูรณ์แบบ การทำงานในฝั่ง Support อาจจะเหมาะกับคุณมากกว่า

แต่คุณต้องยอมรับการตามล้างตามเช็ดปัญหาที่ตัวเองไม่ได้ก่อไว้ได้ด้วยนะ

ก็ขอสรุปลักษณะเด่น ๆ ของงาน Support ให้ฟังนะครับ

  1. ตัวงานมักจะเป็นงานเล็ก ๆ แต่คาดเดาไม่ได้ หลาย ๆ ครั้งต้องใช้ความพยายามในการวิเคราะห์ปัญหา ความเข้าใจและจินตนาการณ์สำคัญมาก เพราะเราต้องวิเคราะห์จากหลาย ๆ แง่มุม ไม่อย่างนั้นก็จะไม่สามารถตีโจทย์ได้
  2. งานเข้ามาได้ไม่ขาดสาย วางแผนอะไรล่วงหน้ามากไม่ได้ ต้องปรับตัวตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา 
  3. งานจะไม่ค่อยซ้ำเดิม มีอะไรแปลก ๆ เข้ามาใหม่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะถ้าต้อง Support Product หลาย ๆ ดังนั้นต้องเป็นคนที่พร้อมจะศึกษาอะไรใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา
  4. มีการติดต่อกับลูกค้า ดังนั้น ต้องเป็นคนที่มีความสามารถด้านการสื่อสารดี ถ้าเขียนอะไรวกไปวนมา คนอ่านไม่รู้เรื่อง ก็จะกลายเป็นปิดงานไม่ได้ ปวดหัวอีก

 ผมว่าบางทีการที่ผมโดนสั่งให้มาอยู่ Support นี่ ผู้จัดการผม (ตอนนั้น) เขาคงเข้าใจว่าผมเป็นคนตามที่เขียนเอาไว้ข้างบนก็เลยจับผมมาอยู่ Support ซึ่งแรก ๆ ผมไม่พอใจนะ แต่หลัง ๆ พอทำ ๆ ไปมันก็เริ่มรู้สึกว่ามันเข้ากับตัวผมมากกว่างานฝั่ง Development ผมมีโอกาสกลับไปทำ Dev บ้างเมื่อปีที่แล้ว ในช่วงที่ฝั่งนั้นเขาคนไม่พอ ก็เลยพอจะเปรียบเทียบกันได้ และก็รู้ว่าชอบงานฝั่งนี้มากกว่า

แล้วก็เลยรู้ว่าจุดอ่อนของผมคือ ผมไม่ถนัดการทำงานตามแผน ไม่ชอบการประเมินเวลา มันรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเรา การที่งานมันพลิกไปได้ตลอดเวลาแบบนี้มันสนุกกว่าน่ะครับ

ก็หวังว่าจะมีประโยชน์นะครับ